Posts

thaicannotspeakeng1

คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะ… (ตอนที่ 1)

thaicannotspeakeng1thaicannotspeak

เรียนอังกฤษกันมาตั้งแต่อนุบาล-ประถม-มัธยม-ปริญญา ไม่นับเรียนพิเศษอีกสารพัด
.
นับรวมๆร่วม 20 ปี แต่สุดท้ายคนไทย (ส่วนใหญ่) ก็ยังพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งไม่ได้
.
เจอฝรั่งทีเป็นติดอ่าง อ้ำๆอึ้งๆ ตะกุกตะกัก งึกๆงักๆ จั่งซี่มันต้องถอนนนนนน โว้ะ อารมณ์เสีย!
.
.
สถาบันสอนภาษา Mind English ได้รวบรวม ปัญหา 5 ข้อที่ทำให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อ่านแล้วลองคิดตามๆดูว่าใช่ที่เราเป็นที่อยู่หรือเปล่า?
.
ข้อแรก การเรียงลำดับการเรียนรู้ของเราผิดครับ แทนที่จะเราจะเรียนรู้ตามลำดับธรรมชาติการเรียนภาษาของมนุษย์
.
คือเรียนให้ฟัง-พูดให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปเรียน Grammar เรียนไวยากรณ์ เหมือนภาษาไทยอะ พวกเราพูดกันเป็นก่อนเข้าโรงเรียนไปเรียนไวยากรณ์ด้วย เด็กอเมริกันเองกว่าจะได้เริ่มเรียน Grammar ก็ระดับ Highschool นู่นแล้ว
.
แต่เด็กไทยเทพกว่าเด็กอเมริกัน เจ้าของภาษาแท้ๆเองจ้า มาถึงเปิดเรียน Grammar เรียนอ่าน ก่อนเลย สุดท้ายเป็นไงครับ พูดได้ไหม? ไม่!!!
.
ระบบการสอนของ Mind English เราเชื่อว่าการเรียนรู้ภาษาใดโดยการเริ่มจากการเรียน Grammar โดยที่ยังฟังพูดไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่ล้มเหลวครับ ตัวอย่างคือคนไทยเกือบทั้งประเทศเนี่ยแหละ
.
.
ข้อสอง จากข้อแรก เรียงลำดับผิดไม่เท่าไหร่ ข้อนี้หนักเลย เรียงความสำคัญผิดด้วย
.
การเรียนภาษา สำคัญคือต้องใช้ภาษาได้ การใช้ภาษาได้ ไม่ใช่การอ่านเขียนนะ คือการฟัง-พูดเนี่ยแหละ มนุษย์เพิ่งคิดค้นระบบสัญลักษณ์มาไม่กี่พันปีนี้อีก จึงทำให้เกิดการบันทึก การอ่านการเขียนเกิดขึ้น
.
แต่ภาษาพูดของมนุษย์ มีมาตั้งแต่แรก นับหมื่นนับแสนปีที่มีเผ่าพันธ์มนุษย์ Homo Sapiens
.
ดังนั้นการเรียนภาษาควรเน้นให้ผู้เรียน ใช้ภาษาได้จริง ฟังเข้าใจ พูดได้อย่างถูกต้อง
.
แต่ระบบการศึกษาไทย Grammar is the king! การเรียนแกรมมาร์คือพระเจ้า คือทุกสิ่งอย่าง ใครเก่งแกรมมาร์คือดีงาม
.
รองๆลงมาคือ Vocab หรือคำศัพท์เนี่ยแหละ ท่องก็ท่องกันผิดวิธ๊ ท่องๆแบบนกแก้วนกขุนทองกันเข้าไป จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เวลาพูดกับฝรั่งจริงๆนึกศัพท์แทบไม่เคยออก!
.
แต่เรื่องการพูดนี่สิ ที่จริงๆควรสำคัญสุด กลับถูกจัดอันดับไปแทบจะหลังสุดเลย ไม่ต้องดูไหนไกล เวลาสอบวิชาภาษาอังกฤษที ข้อสอบส่วนไหนที่มีจำนวนมากที่สุดครับ?
.
แน่นอนหนีไม่พ้น Grammar ไม่พ้น Vocab แน่นอน แล้วสอบพูดล่ะ? มีมะ? ไม่ได้ถามว่าเยอะไหมนะ ถามว่ามีไหมเลย
.
ลองนึกๆดูตั้งแต่เล็กยันโต ได้สอบพูดภาษาอังกฤษน้อยถึงน้อยมาก จนแทบจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
.
.
ข้อสาม ต่อมาจากข้อสองเนี่ยแหละ และข้อนี้คือปัญหาใหญ่สุดของระบบการศึกษาภาษาอังกฤษของคนไทยเลย
.
ปกติเรียนภาษา เรียนไปทำอะไรรู้ไหมครับ? เอ้า ถามแปลกๆ ก็เรียนไปเพื่อใช้สิ…ใช่เลยครับ คำถามง่ายๆ ก็ตอบได้ง่ายๆ
.
เรียนภาษาเพื่อให้ใช้ภาษา…แต่ประเทศไทยไม่ใช่ครับ!
.
เราไม่ได้เรียนภาษาเพื่อใช้ภาษา แต่เราเรียนไปเพื่อใช้สอบบบบบบบบบบบบ!!!!!
.
เฟดเฟ่! (แม่ง)ใช่หรอ(ว้า)? เราเรียนไปเพื่อใช้สอบ สุดท้ายก็ได้ใช่แค่สอบจริงๆ
.
พอสอบเสร็จความรู้หายหมด ศัพท์ๆที่มาท่องหน้าห้องสอบ หลายสิบคำ หายวับจากสมองไปโดยพลัน!!
.
จากชื่อของบทความนี้ “คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะ…ก็เพราะระบบการศึกษาที่สอนเราไม่ได้ ตั้งใจสอนให้เราพูดได้ไงล่ะ เค้าสอนให้ใช้สอบ สุดท้ายเราก็พูดไม่ได้จริงๆ ก็ถูกต้องแล้ว จบมะ?
.
เห้อ คิดแล้ว เสียดายเวลานะครับ ที่อุตส่าห์เสียเวลาเรียนไปเป็น 20 ปี สุดท้ายไม่ได้อะไรกลับมา ใครอ่านแล้วเห็นด้วยช่วย Share กันเยอะๆหน่อย เพื่อจะได้ไปถึงคนจัดหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการบ้าง

 

howtovocab3

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ! (ตอนจบ)

howtovocab3

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 3

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 3

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!! ตอนจบ
.
.
หยุดท่องศัพท์วิธีเดิมๆ มาเริ่มวิธีใหม่ที่ไฉไลที่สุด!
.
(ไปอ่านตอนที่ 2 ก่อน Click >>> http://www.mindenglish.net/article/greatvocab2/)
.
จากบทความตอนที่ 1 และ 2 ในซีรี่ย์ “วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!” เราแนะนำให้หยุดท่องศัพท์แบบเดิมๆ โดยวิธี Translating & Memorizing หมดเวลาแล้ว! สำหรับการจดคำศัพท์ลงสมุดแล้วใส่คำแปลแล้วก็ท่องๆๆๆ
.
และเราได้นำเสนอวิธีท่องศัพท์แบบใหม่ตามแบบฉบับของ Mind English ที่เน้นการเรียนรู้ศัพท์แบบ Visualizing & Feeling ทีเน้นการจำศัพท์เป็นภาพ เป็นความเข้าใจ เป็นความรู้สึก ไม่เน้นการแปลศัพท์แล้วจำเป็นภาษาไทย
.
รวมถึงตอนที่แล้ว เราแนะนำ app ฟรีสุดเทพ! ที่ทำให้เราเรียนรู้วิธีการออกเสียงคำนั้นๆได้อย่างถูกต้องอย่างกับฝรั่ง ให้สำเนียงเลิศเป๊ะอย่างกับฝรั่ง!
.
และบทความที่แล้ว เราทิ้งคำถามว่า ถ้าจำศัพท์เป็นภาพแล้ว ถ้าจะจดลงสมุดล่ะ จะจดอย่างไร???
หายใจลึกๆๆแล้วมาดูกัน…
.
.
.
จากวิธีเดิมๆที่เราใช้จดศัพท์กันมาในการเรียนภาษาอังกฤษ 20 กว่าปี ที่เราท่องศัพท์และจดศัพท์เป็นคำๆ รู้ทีละคำ เรียนทีละคำ
.
ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เวิคโดยสิ้นเชิง!!!
.
และสิ่งที่เราจะนำเสนอวันนี้คือ หยุดจดศัพท์เป็นคำๆ (individual Word) และหันมาเรียนรู้ศัพท์เป็นวลีหรือเป็นประโยคแทน (phrase or sentence)
.
เวลาเราเจอคำศัพทใหม่ๆที่เราไม่รู้จัก เวลาเราอ่านหนังสือหรือดูหนังที่เป็นซับอังกฤษ เช่น เจอประโยคว่า What is your occupation? ซึ่งแปลว่า คุณทำอาชีพอะไร
.
สมมติว่าเราไม่รู้จักคำว่า Occupation ว่าแปลว่าอะไร หลังจากเราเรียนรู้ศัพท์โดยวิธี Feeling&Visualizing ตามที่บอกในตอนที่แล้ว .
.
เรากลัวลืมคำนี้ อยากจดลงสมุด ห้ามจดแค่คำว่า Occupation เด็ดขาด! ให้จดไปเลยทั้งประโยคที่เราเจอ คือ What is your occupation? และอย่าลืมฝึกฟังและพูดโดยใช้ app ที่เราแนะนำไป
.
การจดเป็น Phrase จะดีกว่าการจดเป็น Word อย่างมหาศาลบานตะไท สรุปได้เป็น 4 ข้อด้วยกัน !
.
.
.
1. การจดเป็นประโยควิธีนี้มันเป็นการเรียนรู้โดยธรรมชาติ (Naturally Approach)
.
เช่น เด็กฝรั่ง 3 ขวบยังไม่เข้าโรงเรียน รู้จักประโยค What’s your name? ว่าถามถึงอะไรและต้องตอบว่าอะไร ก่อนรู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า What, คำว่า Your และคำว่า Name ซะอีก!
.
.
2. การจดเป็นประโยค รวมถึงฝึกฟังให้คุ้นหูและฝึกพูดจนคุ้นลิ้น ทำให้เวลาเราคุยกับฝรั่ง เราสามารถดึงรูปประโยคมาใช้ได้อย่างอัตโนมัติและทันทีทันใด
.
เพราะปกติคนไทยเรียนรู้ศัพท์เป็นคำๆ (แถมเรียนรู้ด้วยวิธีที่ผิดๆ) ทำให้นึกศัพท์ไม่ค่อยออก
.
คำไหนที่นึกศัพท์ออก แต่ต้องมานึกโครงสร้างประโยคที่ต้องใช้อีก กว่าจะพูดได้ซักที เลยตะกุกตะกักงึกๆงักๆ อยู่ร่ำไป!
.
.
3. การจดเป็นประโยค มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ศัพท์ของเราแบบ Feeling & Visualizing เพราะการจดเป็นประโยค มันคือ Big Picture มันคือภาพของสถานการณ์นั้นๆจริง
.
เช่น จดว่า What is your occupation? เราอาจจะนึกถึงภาพพนักงานคนหนึ่งที่กำลังยืนทำแบบสอบถามอยู่ข้างรถไฟฟ้า BTS แล้วเค้าถามถึงอาชีพของเราว่า What is your occupation?
.
.
4. และข้อสุดท้าย โคตรของโคตรสำคัญเพราะเป็นวิธีที่ถือเป็นหัวใจของระบบ Mind English
.
เพราะการจดจำเป็นประโยคเนี่ย ทำให้เราซึมซับโครงสร้างไวยากรณ์ที่ถูกต้องไปโดยปริยาย สมมติเราอยากจดคำว่า delicious เราก็จดว่า She eats a delicious sandwich. (จริงๆคือเจอคำที่เราไม่รู้ที่ไหน ก็ลอกออกมาจดทั้งประโยค) เวลาเราจำก็จำไปทั้งประโยค ฝึกออกเสียงก็ออกเสียงทั้งประโยค
.
พอเจอบ่อยๆ (กับคำอื่นๆ) เราจะใช้ She คู่กับกริยาเติม S โดยปริยายและอัตโนมัติโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเติม S ให้กริยาไปแล้ว และไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่านี่ Grammar เรื่อง Present simple tense
.
นั่นคือด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถพูดกับฝรั่งได้อย่างอัตโนมัติโดยที่ Grammar เป๊ะ โดยที่เราอาจไม่เคยเรียน Grammar เรื่องนั้นๆก่อน
.
อย่างที่เรายกตัวอย่างไปในบทความก่อนหน้า ว่าอย่างคนไทยก็ไม่สามารถพูดภาษาไทย แบบ Grammar ถูกต้องก่อนเรียน Grammar ที่โรงเรียนซะอีก
.
เด็กอเมริกันแท้ๆก็ไม่เคยเรียน Grammar จนถึงชั้นมัธยม (highschool) แต่ก็ใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วและก็ถูกไวยากรณ์เป็นส่วนใหญ่
.
การที่บอกว่าการเรียนรู้อันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของระบบ Mind English เพราะระบบของเรา เรียนโดยใช้ Mind Based Learning คือการเรียนโดยใช้ Mind หรือจิตใต้สำนึก
.
ซึ่งการจดจำคำศัพท์โดยใช้ประโยคเป็นเพียงแค่ 1 ในหลายๆวิธีของเราที่เรียนรู้ด้วย Mind และ Grammar ก็จะซึมซับเข้าไป ทำให้เราพูได้คล่อง! ทันที! อัตโนมัติ! และไวยากรณ์ถูกต้อง! ไปโดยธรรมชาติ
.
นักเรียนของเราจะพูดประโยค Present Perfect Tense ได้อย่างคล่องแคล่วในสถานการณ์ที่ถูกต้อง ทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือ Present Perfect Tense
.
นี่แหละครับ วิธีเรียนรู้ศัพท์อันแสนวิเศษตามระบบของ Mind English

.

.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

howtovocab2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ! (ตอนที่ 2)

howtovocab2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!!! ตอนที่ 2
.
.
.
(ใครยังไม่อ่านตอนที่ 1 ไปอ่านก่อนคลิ๊กhttp://www.mindenglish.net/article/greatvocab1/มิฉะนั้น จะอ่านตอนนี้ไม่รู้เรื่อง)
.
.
จากตอนที่แล้ว ที่เราบอกทุกคนว่าวิธีท่องศัพท์ในระบบของ Mind English ว่าเราจะยุติการท่องศัพท์แบบดั้งเดิมที่เราทำตามๆกันมาตลอดการเรียนภาษาอังกฤษ 20 กว่าปี ซึ่งสุดท้ายก็พูดกับฝรั่งไม่ได้
.

มาใช้วิธีเรียนรู้ศัพท์ในระบบของ Mind English ที่เน้นการเรียนรู้เชิงลึกโดยใช้สมองซีกขวา หรือที่เราเรียกว่า Visualizing & Feeling
.
ซึ่งคือการนึกภาพคำนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่จริงโดยไม่ต้องแปล และสัมผัสความรู้สึก สัมผัสถึงแสง สี รูปร่างของสิ่งนั้นให้ชัดเจ
.
ตอนที่แล้วยกตัวอย่างไปบ้างแล้ว ตอนนี้ของยกตัวอย่างอีกซักค
.
เช่นคำว่า Admonish คำนี้ถ้าให้แปลเป็นไทย อาจแปลว่า ว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าแปลแล้วท่องตรงๆ นอกจากจะลืมง่าย เวลาจะใช้จริงนึกไม่ออกแล้ว ยังจะไม่สามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำนี้ได้
.
การ Visualizing & Feeling ของคำนี้ ให้นึกถึงตอนเด็ก ที่เราติดดูการ์ตูนช่องเก้า แม่เรียกให้ไปอาบน้ำ เรียก 4-5 รอบเราก็ไม่ไหว แม่ก็ Admonish เรา
.
พอโตขึ้นมา เรียนหนังสือที่โรงเรียน ครูสอนๆไป เราก็แอบนั่งแชทไลน์ไป ซักพักครูเห็น ครูก็ Admonish เรา
.
ถ้าเราเข้าใจแบบจริงๆ เราต้องไม่จำ Admonish ในความหมายภาษาไทยเลย
.
หลักคือ จินตนาการให้เกิด Theatre of Mind ในสมองเราถึงสถานการณ์ของคำนี้ ยิ่งภาพในหัวเราชัดเท่าไหร่ เราจะจดจำคำว่า Admonish ได้ชัดขึ้นเท่านั้น และสามารถดึงคำนี้มาใช้สนทนาจริงได้ทันที
.
แต่เท่านั้นยังไม่พอ!!
.
ถ้าเราจะเรียนรู้คำศัพท์เพื่อใช้ในการพูด จำเป็นภาพอย่างเดียวไม่ได้
.
เราต้องรู้การออกเสียงของมันด้วย!
.
หลังจากเราเรียนรู้ศัพท์คำนั้นๆ จำเป็นภาพได้อย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่ตามมาจะต้องฝึกฟังคำนั้นๆและออกเสียงคำนั้นๆตามแบบที่ถูกต้อง
.
และเครื่องมือที่เราแนะนำที่เวิคสุดๆและที่สำคัญคือฟรี! (สำหรับคนที่มี Smartphone เท่านั้น)
.
นั่นคือ app ที่ชื่อว่า Google Translate นั่นเอง!!!! (ดาวน์โหลดได้ทั้ง App Store สำหรับ IOS และ Playstore สำหรับ Android)
.
แอพนี้ใช้ง่ายมากๆ คนอื่นๆมักจะใช้แอพนี้แปล แต่สำหรับ Mind English เราไม่!
.
แต่เราจะใช้ให้มันออกเสียงให้และฟังเสียงเรา (ว่าเราพูดถูกหรือเปล่า)
.
ขั้นแรก : กำหนดภาษาก่อน กำหนดแปลไทยเป็นอังกฤษ ย้ำนะครับ แปลไทยเป็นอังกฤษ
.
ขั้นที่สอง : ใส่คำที่เราต้องการรู้ว่าออกเสียงยังไงลงไป ในที่นี้ใส่คำว่า Admonish แล้วก็กดแปล
.
พอกดปุ๊บ มันจะขึ้นคำว่า Admonish อีกครั้ง แต่มันจะไม่ขึ้นคำแปลอะไร 555+ อ้าว – –
.
เพราะเราใส่แปลไทยเปฺ็นอังกฤษ ไม่ใช่ให้อังกฤษเป็นไทย มันเลยไม่แปลอะไรให้เรา ขึ้นแต่คำเดิมที่เราใส่ไป คือคำว่า Admonish (ถ้าพิมพ์ Admonish ไปแล้วมันขึ้นคำแปลภาษาไทยหราเลย แปลว่าคุณตั้งค่าแปลอังกฤษเป็นไทยแล้ว ต้องตั้งค่าแปลจากภาษาไทยไปเป็นภาษาอังกฤษ
.
ขั้นที่สาม : สังเกตด้านขวาสุดจะปุ่มให้กดรูปลำโพง พอกดปุ๊บ app จะออกเสียงแบบเจ้าของภาษาให้ฟัง แนะนำให้ลองฟังเฉยๆซัก 5 รอบ
.
ขั้นที่ 4 : หลังจากฟังไปแล้ว 5 รอบ รอบที่ 6 แนะนำให้ลองพูดตาม วิธีพูดตามคือ สลับการแปลจากเดิมไทยไปอังกฤษ ให้เปลี่ยนเป็นอังกฤษเป็นไทย ซึ่งช่องที่ให้ใส่คำศัพท์จะมีปุ่มรูปไมโครโฟน พอกดปุ๊บเราก็ออกเสียงตาม ถ้าเราออกเสียงถูก คำศัพท์จะขึ้นถูกต้องตามนั้นว่า Admonish
.
ถ้าออกเสียงเพี้ยนไป ศัพท์ก็จะออกมาเป็นคำอื่น อย่างแย่ที่สุด app ก็จะบอกว่า Didn’t get that. แปลเป็นภาษาไทยคือ (กู)ฟัง(มึง)ไม่รู้เรื่อง!
.
อย่างคำในตัวอย่างนี้ Admonish ถ้าออกเสียงตรงๆ แอ๊ด-โม-นิช แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาตรงคำยากมากๆๆ (ใครอ่านได้ตรงคำแปลว่าสำเนียงเหมือนเจ้าของภาษามาก)
.
จริงๆการฝึกแนะนำให้เริ่มจากคำง่ายๆ อย่าง Hello, Thank you, Cat, Dog etc. ก่อน แล้วค่อยๆไล่ๆไต่ระดับไปเรื่อยๆ
.
แต่สิ่งที่อยากบอกและอยากเน้นคือ อย่าไปซีเรียสมาก หากตัวเองพูดยังไง app ก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะเวลาสถานการณ์จริง คนพูดภาษาอังกฤษคล่อง ก็ออกเสียงคำบางคำไม่ชัดเป๊
.
เพราะฝรั่งสามารถคาดเดาจากบริบทหรือเรื่องราวที่คุย ซึ่งทำให้เข้าใจคำนั้นๆได้ ถ้าให้เปรียบ ก็คงคล้ายกับเด็กเสิร์ฟชาวพม่า หรือชาวลาวที่พูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด แต่เราคนไทยก็พอฟังเข้าใจ
.
แบบฝึกการฟัง-พูดคำศัพท์อันนี้ แค่อยากให้พวกเราแค่เข้าใจว่าคำนั้นๆออกเสียงประมาณไหน ถ้าสุดท้ายแล้วออกเสียงเลียนแบบแล้ว แรกๆ app ยังไม่เข้าใจก็ช่างมัน เพราะเราฝึกเพื่อไปพูดกับคน ไม่ใช่ app
.
แต่ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆเราจะเริ่มออกเสียงคำถูกต้องขึ้นเรื่อยๆเอง
.
ถ้าใครอ่านตอนที่ 1 จนไล่มาถึงบรรทัดนี้ ขอให้เข้าใจตรงกันว่า Visualizing & Feeling สำคัญที่สุด เพื่อให้เราเห็นภาพของคำศัพท์นั้นๆ และเรียนรู้การใช้ app ใน Smartphone เพื่อให้เข้าใจการออกเสียงของคำนั้นๆ
.
บางคนถามว่า “เอ้อ! ถ้าจำเป็นภาพ แล้วเวลาจดศัพท์กันลืมล่ะ จะจดยังไงดี จดศัพท์ใส่ความหมายแบบตอนเรียนติวเพื่อไปสอบแอดมิชชั่นได้ไหม”
.
ไม่ได้ครับ! ห้ามเด็ดขาด บทความตอนหน้า จะเผยวิธีจดคำศัพท์ที่เทพที่สุดในโลก! ห้ามพลาดเด็ดขาด พูดเลย!

.

.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

 

seminar web

howtovocab1

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ! (ตอนที่ 1)

howtovocab1

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!
.
.
(อ่านตอนก่อนหน้า ก่อนนะ สำคัญมากๆๆๆ>>http://www.mindenglish.net/article/stopvocab2/)
.
.
ถ้าใครได้อ่านตอนก่อนหน้าของบทความชุด “อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องงดท่องศัพท์” มาแล้วทั้ง 2 ตอน

คงจะรู้แล้วว่าวิธีการเรียนรู้ศัพท์แบบดั้งเดิมที่เรานั่งท่องศัพท์กันมาตลอดการเรียนภาษาอังกฤษนับสิบๆปี มันไม่เวิคสำหรับการฝึกให้พูดอังกฤษได้จริงเลย
.
.
วันนี้เราจะมาเผยวิธีการเรียนรู้ศัพท์ฉบับเทพตามระบบของ Mind English กัน
.
จากการท่องศัพท์แบบเดิมที่ใช้วิธี Translating & Memorizing หรือวิธีแปลแล้วนั่งท่องแบบที่เราคุ้นเคย ซึ่งเป็นการเรียนรู้โดยใช้สมองซีกซ้าย
.
.ซึ่งไม่เวิคเพราะสมองซีกนี้เป็นสมองส่วนความทรงจำระยะสั้น ทำให้จำศัพท์ได้ไม่นานก็ลืม ถึงเวลาพูดกับฝรั่งจริงก็จะนึกไม่ค่อยออก (ทั้งๆทีรู้ศัพท์นั้นแท้ๆ)
.
.
วิธีการเรียนรู้ศัพท์ของ Mind English จะเปลี่ยนจากการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่ใช้วิธี Translating & Memorizing เป็น Visualizing & Feeling แทน
.
การ Visualizing คือการจินตนาการภาพคำศัพท์นั้นให้มีตัวตนจริง เชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้จักจริงๆ และต่อด้วย Feeling หลังจากนึกภาพแล้วให้รู้สึกไปกับมัน สัมผัสมันทั้งในจินตนาการ
.
ซึ่งการ Visualizing &Feeling นั้นเป็นการเรียนรู้โดยใช้สมองซีกขวา เป็นการจำเป็นภาพซึ่งทำให้เกิดความทรงจำระยะยาวครับ
.
ยกตัวอย่างคำว่า Cat ถ้าท่องแบบเดิมคือแปลว่าแมว แล้วก็จบ
.
แต่สำหรับเรา Cat ให้นึกถึงแมวของคนข้างบ้าน ให้รู้สึกและสัมผัสถึงความซนของมัน
.
ยกตัวอย่างคำว่า Enormous แปลว่ากว้างใหญ่มหึมา ให้มองขึ้นท้องฟ้าแล้วสัมผัสความยิ่งใหญ่ของมัน แล้วจดจำว่าท้องฟ้านี่แม่งโคตร Enormous เลย
.
หรือกระทั่งคำง่ายๆ อย่าง Excite ถ้าแปลตรงๆ แปลว่าตื่นเต้น แต่อย่าไปจำว่า Excite = ตื่นเต้นครับ แป๊บเดียวก็ลืม ให้จินตนาการถึงความรู้สึกตอนที่ตัวเองไปเดทกะแฟนครั้งแรก ความรู้สึกนั้นแหละคือ Exciting จำความรู้ไปเลย ไม่ต้องจำความหมายภาษาไทย
.
วิธีนี้จะใช้เวลาในการจำศัพท์แต่ละคำมากกว่าวิธีท่องตรงๆ 2-3 เท่า แต่จะสามารถจดจำและนำมาใช้ได้ดีกว่าเดิมมากกว่า 10 เท่าครับผม คอนเฟิร์ม! ผมลองมาแล้ว!
.
เมื่อเรียนรู้แล้วอย่าลืมที่จะทบทวน การทบทวนของเราคือฝึกใช้บ่อยๆ ในชีวิตจริงๆเนี่ยแหละ เช่น ไปโรงเรียนเจอแมวหน้าโรงเรียนก็อย่านึกว่ามันคือแมว ให้นึกว่ามันคือ Cat
.
พอเดินผ่านสนามบอลให้รู้จักว่า โอ้ว สนามนี้แม่ง Enormous มาก
.
พอขึ้นห้องครูจะประกาศคะแนนสอบ โอ้ยย แม่งโคตรรู้สึก Excite เลยว่ะ เฟดเฟ่!
.
.
ทำแบบนี้บ่อยๆกับทุกคำที่คุณเรียนรู้ในแบบ Visualizing & Feeling คุณจะไม่ได้รู้สึกว่าคุณกำลังฝึกภาษาอังกฤษ แต่คุณจะรู้จึกว่าภาษาอังกฤษกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณ
.
เวลาคุณจะพูดกับฝรั่ง ปกติเวลาพูดกับใคร สมองคุณจะนึกและประมวลผลเรื่องราวเป็นภาพอยู่แล้ว คุณจะสามารถพูดออกมันมาได้โดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาแปลเป็นไทยเลย! ลองไปทำดูนะครับ
.
ต่างกับที่คุณท่องลิสต์ศัพท์แบบเดิม
ท่องเป็นตัวอักษร ท่องเป็น Text
.
เวลาพูดจริง สมองไม่ได้นึกเป็นตัวอักษรเหมือนเป็นป้ายไฟวิ่งเลื่อนในหัว
.
สมองประมวลผลเป็นภาพ… เวลาคุณพูดกับฝรั่งคุณถึงนึกศัพท์ไม่ค่อยออกไง ตะกุกตะกักเป็นเป็นคนติดอ่างเลย เข้าใจแล้วนะว่าทำไม?

.

.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

 

seminar web

 

novocab2

อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องงดท่องศัพท์ (ตอนจบ)

novocab210552463_687847697930617_3421315284372562108_n

อยากพูดอังกฤษให้คล่อง ต้องหยุดท่องศัพท์!! ตอน 2
.
.
(ใครยังไม่อ่านตอนที่ 1 ไปอ่านก่อน Click >>http://www.mindenglish.net/article/stopvocab1/  )
.
จากบทความที่แล้ว วิธีท่องศัพท์แบบดั้งเดิมของระบบการศึกษาไทย ที่มีลิสต์ศัพท์ยาวๆ มีคำแปลภาษาไทยเสร็จสรรพ
.
แบบนั้นไม่เวิคแน่นอนครับ แป๊บๆก็ลืม เวลาพูดจริงนึกศัพท์ก็ไม่ค่อยทันหรอก แต่ถ้าใช้อ่านกับเขียนยังพอโออยู่
.
เราจึงแนะนำให้ทุกท่านที่กำลังฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อให้พูดได้อย่างกะฝรั่ง (เน้นนะครับ ฝึกเพื่อพูด พูด พูด)
.
ว่าให้ทิ้งลิสต์ศัพท์ที่กำลังท่องลงถังขยะไปซะ ท่องศัพท์กันมาตั้งแต่ป.1 ยันปริญญาตรี วันนี้พูดกับฝรั่งกันคล่องไหม ตอบ!
.
วันนี้ Mind English จะมานำเสนอวิธีการเรียนรู้คำศัพท์ระดับเทพตามระบบของ Mind English ที่จะทำให้คุณจดจำได้แบบไม่มีวันลืม แถมนำไปใช้ในการพูดจริงแบบอัตโนมัติ
.
หมดปัญหาเวลาเจอฝรั่งแล้วนึกคำไม่ออก หายใจเข้าลึกๆแล้วมาลุยกันเลยจ้า
.
.
สำหรับตอนนี้เราจะมาบอกเหตุผลก่อน ว่าทำไมวิธีท่องศัพท์แบบเดิมๆ ถึงไม่เวิค!
.

วิธีการท่องศัพท์แบบดั้งเดิม จะเป็นการ Translating & Memorizing
.
เมื่อเราเจอศัพท์ใหม่ ครูก็จะบอกคำแปลเป็นภาษาไทย (Translating) ไม่เราก็ไปเปิดดิกแล้วเขียนคำแปลเป็นภาษาไทย แล้วก็ท่องๆๆๆ (Memorizing)
.
ผ่านไปซักพักก็ลืม คำไหนวนมาเจอให้ท่องบ่อยๆถึงจะจำได้ คำศัพท์ไหนท่องครั้งเดียวผ่าน สอบเสร็จแล้วไม่เจออีก ไม่เกิน 3 เดือนครับ ลืม!
.
ที่เป็นแบบเพราะวิธี Translating & Memorizing เป็นการเรียนรู้โดยใช้สมองซีกซ้าย ซึ่งเป็นสมองส่วนที่คิดตรรกะ เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบ Short Term Memory หรือเป็นความทรงจำระยะสั้น
.
ไม่เหมือนการเรียนรู้โดยใช้สมองซีกขวา ซึ่งเกี่ยวข้องกับจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์รวมถึงการคิดเป็นภาพ ซึ่งอันนี้จะเป็น Long Term Memory หรือความทรงจำระยะยาวนั่นเอ
.
เวลาเราจดจำเพลงๆเพลงหนึ่งได้ที่ผ่านมานานแล้ว เราจะเนื้อเพลงหรือจำทำนองได้ก่อน? แน่นอนครับเราจำทำนองได้มากกว่าแน่นอน อย่าว่าแต่เนื้อเพลงเลย ชื่อเพลงบางทีลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
.
เพราะการจดจำทำนองเป็นการจดจำระยะยาวที่ใช้สมองซีกขวาครับ ส่วนเนื้อเพลงเป็น Text ซึ่งเราจะจดจำโดยใช้สมองซีกซ้าย แป๊บเดียวก็ลืม!
.
เนี่ยแหละครับ ทำไมการท่องศัพท์แบบเดิมๆถึงไม่เวิค! เพราะเราไปเน้นใช้สมองซีกที่จำแป๊บเดียวก็ลืมไง
.
บางคนบอกว่าถ้าไม่แปลเป็นไทย ใช้ดิกภาษาอังกฤษแปลเป็นอังกฤษเลยจะโอเคไหม
.
โอเคขึ้นครับ เพราะไม่ต้อง Translating แล้ว เหลือแค่ Memorizing อย่างเดียว
.
แต่วิธีนี้ก็ยังไม่ดีที่สุดอยู่ดี เพราะสุดท้ายก็ยังเป็นการเรียนรู้โดยใช้สมองซีกซ้าย ไม่นานก็ลืมเหมือนกัน
.
และยิ่งสำหรับคนพื้นฐานอังกฤษอ่อนเลย ถ้าจะเรียนรู้ศัพท์โดยการเปิดดิกอังกฤษนี่นรกเลยครับ เผลอๆวันเดียวเลิก!
.
.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

novocab1

อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องงดท่องศัพท์ (ตอนที่ 1)

novocab1

10460412_687473831301337_1689494859402541846_n

อยากพูดภาษาอังกฤษให้คล่อง ต้องหยุดท่องศัพท์!!!
.
.
.
เอ๊ะทำไมล่ะ ถ้าไม่รู้ศัพท์เลยจะเอาไรมาพูด!
.
.
ใช่ครับ ที่เราบอกให้งดท่องศัพท์ คืองดท่องศัพท์แบบเดิมๆ ที่เราใช้กันมาตลอดเกือบ 20 ปีที่เรียนภาษาอังกฤษในแบบไทยๆ
.
สุดท้ายก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ สำเนียงไม่ต้องพูดถึง เจอฝรั่งทีไรเป็นต้องติดอ่า
.
การเรียนรู้ศัพท์เป็นสิ่งที่โคตรสำคัญในการเรียนภาษา แต่การเรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษที่เราเรียนๆกันมา ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!
.
วิธีที่เราเรียนรู้ศัพท์กันมาคือ มีศัพท์เป็นลิสต์หลายสิบคำเขียนเรียงๆไล่ๆกันมา พร้อมคำแปลภาษาไทยเสร็จสรรพ นั่งท่องๆกันไป
.
สุดท้ายมาถึงปัจจุบัน ศัพท์ที่ท่องๆกันมา ก็จำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง
.
ไอที่จำไม่ได้ก็ถัวๆกันไป แต่ที่แย่มากคือบางคำแม่งจำได้แท้ๆ แต่เวลาคุยกับฝรั่งจริงกลับนึกไม่ออก คุยไปตะกุกตะกักไป หลายๆครั้งคุยเสร็จนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านแล้วค่อยนึกศัพท์ออก เห้อ ชีวิต(กู)
.
ใครเป็นแบบนี้บ้าง ยกมือขึ้น!!
.
ใครเป็นแบบนี้ไม่ต้องเสียใจ เพราะคุณมีอาการเดียวกับผมเมื่อก่อนและเป็นชะตากรรมเดียวกับคนไทยหลายสิบล้านคน!
.
เพราะวิธีที่เราเรียนรู้คำศัพท์ที่เรียนๆกันมา ในระบบการศึกษาไทย มันผิดทั้งหมด! เรียนไปสุดท้ายก็ลืม เรียนไปก็นำมาใช้พูดจริงก็ไม่ได้
.
ลองดูที่ภาษาไทยที่เราใช้กันทุกวันสิครับ เราเคยมานั่งท่องศัพท์เป็นลิสต์ๆทีละ 20-30 คำกันไหม ไม่มีครับ เราเรียนรู้กันแบบธรรมชาติ
.
ถ้าได้รับการฝึกพูดภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง ถ้ารู้จักศัพท์ 10 คำก็นำมาใช่พูดได้คล่องแคล่วทั้ง 10 ครับ
.
ถ้ารู้จักศัพท์ 100 คำก็สามารถนำมาใช้อย่างอัตโนมัติได้ทั้ง 100 คำ
.
แต่ครูอังกฤษบางคน รู้จักศัพท์ 1000 คำแต่กลับพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง ในสถานการณ์จริงนึกศัพท์ไม่ออก นี่คืออัลลัยย?
.
จบได้แล้วครับ ใครที่ยังนั่งออกศัพท์อยู่ ดื่่มวีต้าแล้วเลิกท่องศัพท์ซะ!
.
ตอนต่อไป เราจะแนะนำวิธีการเรียนรู้ศัพท์แบบ Mind English ผมใช้คำว่า “เรียนรู้”นะครับ ไม่ใช่ “ท่อง” ซึ่งจะใช้คนละวิธี คนละหลักการ จนถึงขั้นสมองคนละซีกกับวิธีเดิมเลยด้วยซ้ำ!
.
สิ่งต้องห้ามสำหรับครูในระบบ Mind English คือห้ามเขียนลิสต์ศัพท์บนกระดานพร้อมคำแปลเสร็จสรรพ แล้วให้นักเรียนจดไปท่อง นี่คือวิธีเรียนรู้ที่ทำให้คุณล้มเหลวในการพูดภาษาอังกฤษ นี่พูดเลย!
.
การเรียนรู้คำศัพท์ตามระบบของ Mind English จะทำให้คุณจำศัพท์ได้นานขึ้น และเหนือไปกว่านั้นคือคุณจะสามารถนำคำศัพท์ทุกคำที่คุณเรียนรู้ มาใช้พูดจริงกับฝรั่งได้อย่างทันทีและอัตโนมัติโดยไม่ต้องเสียเวลามานึกคำ แม้แต่วินาทีเดียว!!
.
สุดท้ายนี้ ใครยังนั่งท่องศัพท์อยู่ ถ้าสอบปลายภาค, สอบ Admission, สอบ TOEIC, TOEFL, IELTS เสร็จแล้ว…
.
ลิสต์ศัพท์ในมือท่าน ลงถังเถอะครับ!!!!

.

.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

 

 

nogrammar4

อยากพูดอังกฤษได้ ให้หยุดเรียน Grammar (ตอนจบ)

nogrammar4

อยากพูดอังกษได้ ให้หยุดเรียน Grammar ตอนที่ 4

อยากพูดอังกษได้ ให้หยุดเรียน Grammar ตอนที่ 4

แนวทางของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามระบบของ Mind English นั้น ไม่ใช่แนวทางการเรียนรู้ภาษาที่ 2 หรือ ESL (English As Second language) ในแบบ Language Learning ที่เราใช้กันโดยทั่วไป และนั่นคือแบบที่เราๆได้เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมามากกว่า 20 ปี! สุดท้ายก็พูดกับฝรั่งไม่ค่อยได้
.
.
เราใช้ระบบการเรียนรู้ภาษาที่อิงธรรมชาติการเรียนรู้ภาษาของมนุษย์ หรือวิธีการที่เด็กทารกใช้เรียนรู้ภาษาโดยธรรมชาติ (Natural Approach)
.
.
ซึ่งแนวทางนี้ ในเชิงวิชาการเราเรียกว่า Language Acquisition ซึ่งมีนักวิชาการการศึกษาหลายท่านได้ศึกษาเรื่องนี้ แต่ท่านที่โดดเด่นที่สุดคือ ด็อกเตอร์ Stephen Krasher ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับโลก ได้คิดค้นทฏษฎีเรียนรู้แบบใหม่ที่รู้จักกันดีในแวดวงการศึกษาว่า stephen krashen’s theory of second language acquisition (สามารถอ่านงานวิจัยโดยละเอียดได้ที่ http://www.sdkrashen.com/content/books/principles_and_practice.pdf)
..

ระบบ Mind English ของเราได้นำงานวิจัยของด็อกเตอร์สตีเฟน มาทำการศึกษาร่วมกับหลายๆงานวิจัยของนักการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาผนวกกับลักษณะเฉพาะ และปัญหาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของคนไทยจนสร้างเป็นระบบ Mind English ขึ้นมา หลังจากการพิสูจน์จนมั่นใจแล้ว เราจึงนำออกเผยแพร่เพราะเราอยากให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนฝรั่ง
.
และเราภูมิใจที่จะพูดว่า วิธีการในระบบของเราใช้ประยุกต์ฝึกภาษาไหนก็ได้ ภาษาที่ 3,4,5 ได้หมด ไม่เฉพาะภาษาที่ 2
.
กลับมาที่เรื่องการเรียน Grammar ถ้าใครอ่านได้ตอน 2 และตอน 3 ของบทความนี้ จะเข้าใจมากขึ้น
.
เพราะจริงๆแล้วการเรียน Grammar เป็นเรื่องของความรู้ หรือ Knowledge Based Learning แต่การฟัง-พูดภาษาอังกฤษเป็นเรื่องของทักษะหรือ Skill Based Learning
.
ซึ่งจริงๆแล้ว กลายเป็นว่าแม่งคนละเรื่องกันครับ การเรียน Grammar ไม่สามารถทำให้พูดภาษาอังกฤษได้จริง แถมยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการพูดภาษาอังกฤษในระยะเริ่มต้นอีกด้วย (ลองอ่านตอนที่ 3 ประกอบ)
.
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้
.
เราจะเห็นเพื่อนเราหรือคนรู้จักเราบางคนที่พูดภาษาอังกฤษคล่องมาก เพราะคนนั้นอาจเป็นเด็กนอก เคยไปแลกเปลี่ยนหรือไป Summer เรียนภาษาที่ต่างประเทศ
.
ไม่ก็อยู่ที่ไทยเนี่ยแหละ แต่ทำงานกับฝรั่งหรือเรียนกับครูฝรั่งเป็นประจำ (เช่น เด็กอินเตอร์) หรือเป็นคนมั่นใจมาก เจอฝรั่งเป็นวิ่งเข้าชน ฝึกฟัง ฝึกพูดบ่อยๆ จนพูดได้คล่อง
.
หรืออาจเป็นคนที่พูดได้จากการฟังเพลงหรือดูหนังฝรั่งบ่อยๆ เราก็อาจเคยเจอ
.
แต่รับประกันล้านเปอร์เซ็นต์ว่า จะไม่เคยเจอคนพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง เพราะอ่านหนังสือ Grammar ทุกวัน ท่องกฏไวยากรณ์ในหนังสือ Grammar ได้ทุกข้อ
.
อีกข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนอีกข้อคือ ตัวอย่างคนที่เรียน Grammar ก่อนฟัง-พูด สุดท้ายแล้วเจอฝรั่งฟังไม่ออก พูดไม่คล่อง คือ คนไทยเกือบทั้งประเทศ
.
แต่ตัวอย่างคนที่ฟัง-พูดจนคล่องแล้วค่อยไปเรียน Grammar สุดท้ายแล้วทั้งฟัง-พูด-อ่าน-เขียน คล่องมาก ก็คือคนอเมริกา คนอังกฤษ คนออสเตรเลียรวมกันทั้งประเทศครับ
.
ถ้าคุณกำลังเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อต้องการให้อ่าน Textbook ภาษาอังกฤษได้ตล่องๆ
.
เพื่อให้ฝึก Writing เขียน Essay ได้เทพๆ
.
เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ Gat Eng ได้คะแนนดีๆ
.
เพื่อสอบ TOEIC ให้ได้ตาม Requirement เพื่อใช้ในการสมัครงาน
.
หรือคุณพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้คล่องแล้ว
.
เรียนไปเถอะครับ Grammar ตั้งใจเรียนให้ดีด้วย!
.
.
แต่ถ้าตอนนี้คุณอยากพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งให้คล่องๆ มั่นใจๆ สำเนียงเป๊ะๆ หยุดเรียน Grammar เดี๋ยวนี้ครับ เลิกเดี๋ยวนี้เลย!
.
บางคนเข้าใจแล้วว่า Grammar ไม่ช่วยให้พูดได้ดีขึ้น ใช่ครับ แต่สำหรับการเรียนภาษาตามระบบ Mind English การเรียน Grammar นอกจากไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น จะทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วย!
.
บางคนถามว่า “เอ๊ะ ถ้าไม่ให้เรียน Grammar แล้วจะให้เรียนภาษาอังกฤษยังไงล่ะ ให้ฝึกพูดเลยใช่ไหม”
.
คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ (อยากรู้ว่าเรียนยังไง ต้องติดตามบทความของเราต่อๆไป)
.
ระบบของเราต้องการให้คนที่เรียนรู้ตามระบบพูดกับฝรั่งได้คล่องเท่ากับเราพูดภาษาไทย พร้อมสำเนียงเป๊ะและโครงสร้างไวยากรณ์ถูกต้องด้วย
.
อ้าว ไหนบอกไม่เรียน Grammar แล้วทำไมโครงสร้างไวยากรณ์ถูก
.
เนี่ยแหละครับความพิเศษของระบบ Mind English
.
จริงๆไม่ได้พิเศษอะไรหรอก
.
ระบบของเราก็ก๊อปปี้วิธีการเรียนรู้ภาษาไทยของเราๆเนี่ยแหละ
.
เราพูดภาษาไทยแบบเรียงประธาน กริยา กรรม แบบโครงสร้างประโยคถูกต้อง เช่น ฉันรักประเทศไทย
.
ก่อนที่เราจะรู้ว่า คำว่า”ฉัน” ซึ่งเป็นบุรุษสรรพนาม ทำหน้าที่เป็นประธานในประโย
.
ก่อนที่เราจะรู้ว่า คำว่า “รัก” ซึ่งเป็นสกรรมกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาในประโยค
.
ก่อนที่เราจะรู้ว่า คำว่า “ประเทศไทย” ซึ่งเป็นวิสามานยนาม ทำหน้าที่เป็นกรรมในประโยค
.
ทำไมเราพูดประโยคว่า “ฉันรักประเทศไทย” ได้อย่างถูกต้องและเข้าใจความหมายของมัน โดยที่ไม่รู้จักไวยากรณ์มาก่อน หรือรู้จักแต่ลืมไปแล้ว ในภาษาไทยได้
.
แล้วเราจะใช้วิธีการเรียนรู้เดียวกันนี้กับภาษาอังกฤษไม่ได้?
.
ทั้งหมดที่พูดมานี้ เราขออย่างเดียวครับ
.
ว่าอย่าเชื่อ! แต่ขอให้พิสูจน์
.
เปิดใจพิสูจน์ตามแนวทางของเราที่จะอัพต่อๆไป แล้วคุณจะมหัศจรรย์กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยในตลอด 20 ปีที่คุณเรียนภาษาอังกฤษมา...

.

.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

nogrammar1

อยากพูดอังกฤษได้ ให้หยุดเรียน Grammar (ตอนที่ 1)

feature-image-platform

อยากพูดอังกษได้ ให้หยุดเรียน Grammar ตอนที่ 1

อยากพูดอังกษได้ ให้หยุดเรียน Grammar ตอนที่ 1

อยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ หยุดเรียน Grammar และต้องหยุดเรียนเดี๋ยวนี้!!
.
.
คนไทยส่วนใหญ่เรียน Grammar หรือไวยากรณ์มาตั้งแต่เด็กๆ หลายๆคนเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล บางคน Expert Grammar มากถึงขั้นจำได้ทุกกฏไวยากรณ์
.
แต่พอมีฝรั่งมาถามทางไปวัดพระแก้วกลับตอบอย่างตะขุกตะขัก
.
วิธีการเรียนภาษาอังกฤษ (รวมถึงภาษาใดก็ตาม) ถ้าเริ่มเรียนตั้งต้นจากการเรียนไวยากรณ์แล้ว ร้อยละ 60 จะล้มเหลวทางภาษา คุยกับฝรั่งแทบไม่ได้เลย
.
อีกร้อยละ 30 จะพอใช้สื่อสารได้บ้าง แต่กระท่อนกระแท่น ไม่มั่นใจ สำเนียงเพี้ยนๆ
.
เพียง 10 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่จะสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วมั่นใจ สำเนียงเลิศ
.
ที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร? ทำไมการเรียนภาษาโดยการเริ่มต้นจากการเรียนไวยากรณ์ถึงไม่เวิค คนไทยส่วนใหญ๋เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรี รวมเวลาเกือบ 20 ปีกลับพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ซักที จะเข้า AEC อยู่แล้วเนี่ยยย….
.
.
เพราะการเริ่มเรียนจาก Grammar มันขัดแย้งกับการเรียนรู้ภาษาโดยธรรมชาติของมนุษย์ยังไงล่ะ
.
ใครเกิดมาต้องเรียนมาตราตัวสะกด อักษรสูงกลางต่ำ ประโยคความเดียวความซ้อน หรือคำสมาสสนธิก่อน ถึงจะพูดภาษาไทยได้ มีไหม?
.
ไม่ใช่เลย! เราทุกคนพูดภาษาไทยได้ ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ แถมพูดแบบถูกหลักไวยากรณ์ มีประธาน กริยา กรรม เสียงวรรณยุกต์เป๊ะซะด้วยนะ
.
เราทุกคนพูดคำว่า “แม่” ได้คล่องและเข้าใจความหมายของคำนี้ ก่อนที่จะรู้ว่าแม่ มาจาก มอ-แอ-แม-ไม้เอก-แม่ ก่อนที่จะรู้ว่า ม.ม้า เป็นอักษรต่ำ ก่อนที่จะรู้ว่า ‘เ’ เรียกว่าไม้หน้า ฯลฯ
.
เราพูดภาษาไทยกันได้คล่องแล้ว ถึงจะมารู้ภายหลังว่าสิ่งที่เราพูดๆกันอยู่ทุกวันเนี่ย ตรงกับกฏไวยากรณ์ข้อใด
.
นี่แหล่ะ! วิธีเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เวิคและตรงกับธรรมชาติของมนุษย์มากที่สุด
.
เพราะฉะนั้นกฏข้อแรกของการเรียนภาษาอังกฤษตามระบบของ Mind English ก็คือ หยุดเรียน Grammar เดี้ยวนี้!!
.
STOP LEARNING GRAMMAR RIGHT NOW!!!

.

.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

 

grandmethod

เรียนรู้ภาษาอังกฤษยังไง ทำให้พูดได้เลิศที่สุด

grandmethod
10501702_686309891417731_5499106053716444443_n
ตลอดชีวิตการเรียนภาษาอังกฤษที่ผ่านมาในระบบการศึกษาไทย แทบจะไม่ได้ทำให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้จริงๆ
.
.
เต็มที่ที่สุดเรียนภาษาอังกฤษได้เกรด 4 แต่พอเจอฝรั่งตัวเป็นๆ ในสถานการณ์จริง พูดได้กระท่อนกระแท่นเหลือเกิน บางคนไม่กล้าไม่กระทั่งพูดกับฝรั่งด้วยซ้ำ
.
เรียกได้ว่าถ้าสอบได้เกรดพุ่งกระฉูด แต่ถ้าให้พูดถึงกับไปไม่เป็
.
เพราะวิธีการสอนที่ผิดๆ และครูส่วนใหญ่ที่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง (ขนาดครูยังพูดไม่คล่อง ไม่ต้องพูดถึงนักเรียน)
.
วันนี้ Mind English จะนำเสนอแนวทางการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่แสนทรงพลัง
.
นั่นคือ การเรียนรู้แบบเด็ก นั่นเอง
.
เด็กจะเรียนรู้ภาษาแบบใช้วิธีซึมซับจากการฟังและการมองผู้ใหญ่ พูดคุยกัน แล้วเด็กก็จะเริ่มเลียนเสียงทีละนิดทีละน้อย จากหนึ่งคำเป็นสองคำ สามคำ จนเป็นประโยค จากพูดไม่ชัด พูดไม่คล่อง ตะขุกตะขัก จนสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว
.
เพราะฉะนั้น วิธีฝึกพูดภาษาอังกฤษที่เริศที่สุดคือ ไปเมืองนอก เอาตัวเองไปคลุกคลีกับฝรั่ง ฟังและสังเกตสิ่งที่เค้าพูดคุยกัน แล้วเราก็ฝึกพูดตาม (เพราะถ้าไม่พูดก็ไม่มีอะไรกินหรือคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง)
.
หรือถ้าไม่ไปเมืองนอก อยู่ในเมืองไทย ก็หาทางไปคลุกคลีกับฝรั่งให้ได้ฝึกฟัง ฝึกพูด จนพูดภาษาอังกฤษได้เริศได้ดีจนฝรั่งต้องอึ้ง
.
แต่ถ้าไม่มีฝรั่งให้คุยเลย ต้องหาวิธีฝึกเอง คอยติดตาม Website ของเราต่อไปนะครับ วิธีฝึกภาษาอังกฤษตามระบบของ Mind English ของเราจะเผยกฏขั้นเทพของการฝึกภาษาอังกฤษให้พูดได้จริง โดยไม่อิงไวยากรณ์มาอัพเดทให้เรื่อยๆจ้าา