Posts

foreignfriend2

ฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยการหาเพื่อนฝรั่งกันเถอะ! (ep.2)

foreignfriend2

languageexchange2

ฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยการหาเพื่อนฝรั่งกันเถอะ!
.
ตอนแรกเราบอกเหตุผลกันไปแล้ว ว่าวิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เราใช้ภาษาได้อังกฤษจริงๆ
.
ไม่ใช่ใช้สอบ สอบเสร็จแล้วลืมหมดดดด….TT
.
วิธีที่ดีสุดของการเรียนให้ใช้ภาษาได้จริงๆ คงไม่มีวิธีไหนดีไปกว่า “การได้ใช้ภาษาจริงๆ”
.
นั่นคือ เราต้องหาเพื่อนต่างชาติเพื่อให้เราได้มีโอกาสได้หัดใช้ภาษาเพื่อการสื่อ สารอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ก้มหน้าท่องแกรมมาร์ตามตำราเรียน
.
ฟังดูก็ดีนะ… แล้วไออย่างเราจะไปหาเพื่อนฝรั่งจากไหนล่ะ!? ให้ไปยืนแถวสีลมหรือพัทยาหรอ เอิ่มม..ไม่ดีมั้ง!
.
มาๆใจนิ่งๆ… วันนี้ Mind English จะแนะนำวิธีเจ๋งๆในการเพื่อนฝรั่งเพื่อสำหรับฝึกภาษาโดยเฉพาะมาให้ชาวแฟนเพจมายด์อิงลิชโดยเฉพาะ
.
อันดับแรกเข้าเว็บนี้เลย http://howdoyou.do/
.
เว็บนี้เป็นเว็บใหม่ที่รวบรวมคนอยากฝึกภาษาต่างๆรวมทั้งภาษาอังกฤษ (เช่นเราเป็นต้น) ให้มาแลกเปลี่ยนภาษากัน มีระบบที่ตัวเว็บพัฒนาขึ้นมาเอง
.
ทั้งระบบแชท(คุยเป็นตัวอักษร), ระบบ Audio Call (คุยด้วยเสียง) และเจ๋งสุดๆสำหรับคนมั่นใจๆแล้วอย่างระบบ Video Call (คุยกันแบบเห็นหน้าค่าตา)
.
เรียกได้ว่า ไม่ต้องใช้โปรแกรมอื่นๆเลย เราเข้าไปหาเพื่อนคุยได้เลย แรกๆอาจแชทก่อนก้ได้ พอเริ่มมั่นใจ เริ่มสนิทมากขึ้นค่อย Audio Call และ Video Call ต่อไป
.
เว็บนี้คนเล่นอาจยังไม่เยอะมาก แต่ระบบซัพพอร์ทเจ๋งมากกก
.
ถ้าอยากได้เว็บที่คนเล่นเยอะๆ ก็นี่เลย http://www.mylanguageexchange.com/ แต่เว็บนี้ไม่มีระบบของตัวเอง
เราต้องส่งอีเมลคุยกัน หรือแอด skype เม้าท์กับเพื่อนต่างชาติอีกที
.
เนี่ยแหละ เว็บหาเพื่อนฝรั่ง เว็บแนวนี้ดีหน่อย ตรงที่ทุกคนมาหาเพื่อนฝึกภาษา
.
แต่ถ้าใครอยากแอดวานซ์กว่านี้ อยากมากกว่าหาเพื่อน เลยไปหาคู่เลย อันนี้แอดมินไม่รู้แล้วจ้าา ใครรู้มา share ให้เพื่อนๆฟังหน่อยก็ได้น้า
.
เห็นสาวๆหนุ่มๆแถวนี้อยากควงฝรั่งกันหลายคน 555+

foreignfriend1

ฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยการหาเพื่อนฝรั่งกันเถอะ! (ep.1)

foreignfriend1

languageexchange

ฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยการหาเพื่อนฝรั่งกันเถอะ! (ตอนที่1)
.
เคยได้ยินคนแนะนำบ่อยๆ “เห้ย อยากพูดภาษาอังกฤษได้ ต้องหาเพื่อนฝรั่ง คุยกับเค้าบ่อยๆดิ” ถามว่าดีไหม? ดีมาก บอกเลย!
.
ไม่มีการฝึกภาษาวิธีไหน ที่ดีไปกว่าการได้ใช้ภาษาจริงๆอีกแล้ววว
.
เคยได้ยินไหม…บางคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ เพราะได้ไปเจอ ได้ไปคลุกคลีกับฝรั่ง สุดท้ายนานๆไป ดันพูดได้เองเฉ๊ย…ไม่ได้ไปลงคอร์สเรียนภาษา ท่องศัพท์ ท่องแกรมมาร์อะไรเล้ยย
.
ใครเคยมีประสบการณ์นี้ วานมาช่วยคอมเมนท์เล่าให้เพื่อนๆฟังที ว่าแค่มีโอกาสได้ฟัง ได้พูดบ่อยๆ ก็สามารถคุยกับฝรั่งได้แล้วว
.
และบางคนไม่ได้พูดได้ธรรมดานะ ยังสามารถใช้ประโยคแปลกๆ (idiom) หรือคำแปลกๆ (Slang) ที่ไม่มีในหนังสือเรียนอีก แต่เป็นคำที่ฝรั่งเค้าใช้กันในชีวิตประจำวันจริงๆ
.
เช่น เราทำอะไรซักอย่าง มีฝรั่งมาพูดกับเราว่า You rock!!
เราคิดในใจ “เอาละมึง แม่งแปลว่าไรวะ แม่งคิดว่าเราชอบเพลงร๊อคหรือเปล่า แต่ไม่่ใช่นะเว่ย เราแม่งชอบเพลงแจ๊ซ อย่ากระนั้นเลย บอกแม่งให้เข้าใจดีกว่า!
.
บทสนทนานี้ เลยเป็นประมาณว่า
.
ฝรั่ง : Hey man, you rock!!
เรา : Oh no no, I jazz
ฝรั่ง : ….!!??
เรา : %^&*()_
.
เนี่ยถ้าเคยไม่ใช่จริงก็ไม่มีทางรู้ว่า You rock ไม่ได้แปลว่า คุณชอบเพลงร๊อค แต่มันคือ idiom ที่หมายความว่า เห้ย นายแม่งเจ๋งว่ะ ถ้าเทียบเป็นภาษาวัยรุ่น ประมาณว่า เห้ย สุดตีน สุดติ่งกระดิ่งแมว อะไรประมาณนี้
.
คือพูดง่ายๆว่าการได้คุยกับฝรั่งบ่อยๆเนี่ย ถือว่าเป็นทางลัดที่สุดของการฝึกภาษาให้พูดได้แล้ววว
.
(จริงๆไม่ต้องคุยกับฝรั่งก็ได้นะ คือคุยภาษาอังกฤษเนี่ยแหละ กับชาติไหนก็ได้ คนไทยด้วยกันก็ได้ ภาษาก็ก้าวหน้าไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะน้อยกว่าได้คุยกับฝรั่งก็เถอะ!)
.
อ่านทั้งหมดแล้ว พวกเราอาจคิดว่า…
.
ไอดีมันก็ดีอยู่หรอก แต่พอมามองดูตัวเรา ทำงานบริษัทไทยแท้ๆ ไม่มีโอกาสได้เจอฝร่งฝรั่งอะไรกับเค้าเล้ยย ใกล้เคียงที่สุดก็แม่บ้านพม่าเนี่ย จะไปหาฝรั่งคุยที่ไหนนนน?
.
เอาล่ะๆ ใจเย็นๆๆ…
.
บทความตอนหน้า Mind English จะมาแนะนำวิธีหาเพื่อนฝรั่ง ด้วยวิธีที่ง่ายแสนง่ายที่คุณทำได้แน่นอน เพราะถ้าตอนนี้คุณอ่านถึงข้อความนี้ได้ แปลว่าคุณมีอินเตอร์เนตแน่นอน และเพราะเพียงแค่มีอินเตอร์เนตเนี่ยล่ะ! หาเพื่อนต่างชาติได้โคตรง่ายเลย!!!

thaicannotspeakeng2

คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะ… (ตอนจบ)

thaicannotspeakeng2thaicannotspeak2

คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะ… (ตอนจบ)
.
(อ่านตอนที่ 1 ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/thaicantspeakeng/)
.
จากบทความที่แล้ว เราพูดถึงปัญหา 5 ข้อที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ที่เรียนภาษาอังกฤษมากว่า 20 ปี แต่สุดท้ายก็ยังพูดกับฝรั่งแทบไม่ได้
.
เราบอกไปแล้ว 3 ข้อ ลองไปตามอ่านกันดูนะครับ
.
มาต่อข้อที่ 4 กันเลย ปัญหาข้อที่ 4 คือคนไทยไม่มั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษครับ มีหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ไม่มั่นใจ เช่น
.
บางคนรู้สึกตัวเองพูดอังกฤษไม่เก่ง : พอไม่เก่ง ก็เลยไม่อยากพูด กลัวฝรั่งฟังไม่เข้าใจ พอไม่พูดบ่อยๆเข้า หายครับ! สกงสกิลหายหมด…
.
จริงๆยิ่งถ้ารู้ว่าตัวเองพูดไม่เก่ง ต้องยิ่งพุ่งเข้าชนครับ คนเก่งในเรื่องใดๆในโลกนี้ ล้วนไม่เก่งมาก่อนครับ ย้ำว่าทุกเรื่องเลย ไม่ใช่เฉพาะแง่ภาษาอังกฤษ
.
บางคนพอพูดได้แหละ แต่ไม่กล้าพูด นี่ต้องขอยืมสโลแกนของเรโซน่ามาใช้หน่อยและ ว่า “แค่กล้า ก็ชนะแล้ว” หลายคนที่ไม่กล้า เพราะกลัวผิด กลัวสารพัดผิด
.
กลัวผิด Grammar
.
กลัวใช้ศัพท์ผิด
.
กลัวสำเนียงเพี้ยน
.
กลัวฝรั่งฟังไม่เข้าใจ
.
กลัวโน้นนี่นั่น สุดท้ายไม่พูด(แม่ง)และ ง่ายดี 555
.
ไม่ดีครับ ความจริงก็คือฝรั่งส่วนใหญ่ก็บางทีแกรมมาร์ก็ใช้ผิดประจำ เหมือนคนไทยนี่แหละครับ คนไทยแท้ๆ ยังใช้คำว่า “คะ” กับ “ค่ะ” ผิดให้เห็นเรื่อยๆ
.
เพราะฉะนั้นคือ ไม่ต้องกลัวผิดครับ เพราะฝรั่งเองก็ผิด แต่ถ้าผิดแล้ว ต้องผิดเป็นครูนะครับ ผิดแล้วเรียนรู้ ค่อยแก้ไขให้ถูกต้องเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ สุดท้ายเดี๋ยวก็ถูกเอง Nobody is Perfect! ครับ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก
.
ส่วนเรื่องกลัวพูดผิดหรือสำเนียงเพี้ยนจนฝรั่งฟังไม่เข้าใจ นี่ยิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่ครับ เพราะไม่ใช่ปัญหาของเรา เป็นปัญหาของฝรั่งที่เราคุยด้วย 555+
.
พูดเล่นครับ! ถ้าเรากลัว เราก็ยิ่งต้องกล้า ยิ่งต้องก้าวครับ ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เพราะความสำเร็จกินความผิดพลาดเป็นอาหารครับ
.
คนเราทุกคนกว่าจะเดินได้ต้องล้มมาก่อนทุกคน แถมล้มหลายครั้งด้วย จริงๆแล้วเพราะได้ล้มเนี่ยแหละ ถึงได้รู้วิธีเดิน
.
กับภาษานี่ก็เหมือนกัน เพราะพูดผิดไงถึงได้รู้วิธีพูดให้ถูก
.
ทุกคนที่พูดถูกแม่งเคยพูดผิดมาก่อน
ทุกคนที่พูดคล่องแม่งเคยพูดงึกๆงักๆมาก่อน
ทุกคนที่สำเนียงเป๊ะแม่งเคยสำเนียงเขาวงกตมาก่อนแทบทั้งสิ้น
.
ดังนั้น การพูดผิดนั้นไม่ผิดครับ แปลว่ามาถูกทางแล้ว สิ่งเดียวที่ผิดคือไม่ยอมพูดเลย (และคุณจะไม่มีวันพูดภาษาอังกฤษได้เลย)
.
.
และข้อสุดท้าย สำหรับปัญหาของคนไทยที่ทำให้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คือ ทัศนคติของคนไทย (บางคน) ที่มองคนที่พูดภาษาอังกฤษ สำเนียงถูกต้องว่ากระแดะบ้าง ว่าดัดจริตบ้าง
.
ไม่ดีเลยครับ เพราะเป็นทัศนคติที่ผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยวโดยสิ้นเชิง ใครที่พูดอังกฤษสำเนียงดีๆ กลายเป็นรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวตลก เขิน สุดท้ายไม่ออกสำเนียงและ พูดเรียบๆเป็นโมโนโทนแบบไทยๆ แล้วค่อยไปตะหวัดเสียงสูงท้ายประโยคเหมือนคนอื่นดีกว่า
.
บอกตรงนี้เลย ใครพูดภาษาอังกฤษแบบใส่สำเนียง เป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ เพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว คือสิ่งที่ดีงามสมควรกระทำ และทุกคนควรทำด้วย
.
เรื่องที่ถูกต้องทำแล้วอาย แต่เรื่องที่ผิดๆนี่ทำกันจัง (แถมไม่อายด้วยนะ) ทัศนคติแบบนี้ไม่บิดเบี้ยวก็ไม่รู้เรียกว่าอะไรแล้ว
.
สุดท้ายตอนนี้ใครพูดภาษาอังกฤษแบบออกสำเนียงอยู่ คุณมาถูกทางแล้วครับ อย่าไปอายใคร เพราะในอนาคตอันใกล้ คุณจะกลายเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีคนหนึ่ง
.
ซึ่งจะนำพาชีวิตที่ดีกว่า มีโอกาสมากกว่าคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษอีกเยอะมากกกก
.
.
และทั้งหมดนี้คือปัญหา 5 ข้อสำหรับคนไทยที่เรียนอังกฤษมา 20 ปี ยังพูดกับฝรั่งไม่ได้ซักที แต่จริงๆแล้วแอบมีอีกคนข้อหนึ่ง จริงๆไม่อยากพูด
.
แต่ขอซักหน่อยคือเรื่องครูภาษาอังกฤษของเราที่มาสอนๆเราเนี่ย ส่วนใหญ่ (ผมเชื่อว่าเกินครึ่ง) พูดภาษาอังกฤษไม่ได้นะ
.
อีกส่วนหนึ่ง จะพอพูดได้ แต่ไม่คล่อง ติดอ่างๆ มีตะกุกตะกัก
.
และน้อยมากที่สามารถสื่อสารกับฝรั่งได้คล่องแคล่วมั่นใจ สำเนียงเป๊ะ
.
เพราะครูเป็นแบบนี้ไง สอนนักเรียนยังไง นักเรียนก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เอาคนพูดไม่ได้มาสอน หวังให้คนเรียนพูดได้ ก็พิศดารไปแล้ว
.
และเพราะครูพูดไม่ได้ ครูเลยสอนให้นักเรียนพูดไม่ได้ เลยไม่สอนเกี่ยวกับการพูดแม่งเลยจบ!
.
ผลลัพธ์เป็นไง นักเรียนที่ผ่านการเรียนภาษาอังกฤษในระบบศึกษาเพียวๆ (ไม่ได้ฝึกเพิ่มนอกระบบด้วยตนเอง, ไม่เคยไป work, ไม่เคยไป Summer, ไม่ได้จบนอก) แทบทั้งหมดพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งไม่ได้
.
น่าเศร้าจริงๆกับระบบการศึกษาไทย เห้อออออออ
.
.
ระบบการสอนแบบ Mind English เราจะรัฐประหารแนวการสอนในระบบแบบดั้งเดิมมาปฏิรูปใหม่
.
พักการเรียน Grammar งดท่องศัพท์ด้วยวิธีเดิมๆ มาเริ่มการฝึกฟัง-พูดที่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนภาษาของมนุษย์
.
ระบบของเราอ้างอิงกับงานวิจัยมากมายแล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับธรรมชาติ ปัญหาของคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้ว ว่าเป็นระบบที่เวิคที่สุดที่ทำให้คนไทยพูดอังกฤษกับฝรั่งได้เร็วที่สุดแบบ คล่องแคล่วมั่นใจ ในเวลาที่สั้นที่สุด
.
ลองอ่านแนวทางการเรียนรู้ตามระบบ Mind English ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/ แล้วลองเริ่มฝึกอย่างจริงจัง ต่อเนื่องและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ รับรองว่าเวิคแน่นอนครับ!

thaicannotspeakeng1

คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะ… (ตอนที่ 1)

thaicannotspeakeng1thaicannotspeak

เรียนอังกฤษกันมาตั้งแต่อนุบาล-ประถม-มัธยม-ปริญญา ไม่นับเรียนพิเศษอีกสารพัด
.
นับรวมๆร่วม 20 ปี แต่สุดท้ายคนไทย (ส่วนใหญ่) ก็ยังพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งไม่ได้
.
เจอฝรั่งทีเป็นติดอ่าง อ้ำๆอึ้งๆ ตะกุกตะกัก งึกๆงักๆ จั่งซี่มันต้องถอนนนนนน โว้ะ อารมณ์เสีย!
.
.
สถาบันสอนภาษา Mind English ได้รวบรวม ปัญหา 5 ข้อที่ทำให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อ่านแล้วลองคิดตามๆดูว่าใช่ที่เราเป็นที่อยู่หรือเปล่า?
.
ข้อแรก การเรียงลำดับการเรียนรู้ของเราผิดครับ แทนที่จะเราจะเรียนรู้ตามลำดับธรรมชาติการเรียนภาษาของมนุษย์
.
คือเรียนให้ฟัง-พูดให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปเรียน Grammar เรียนไวยากรณ์ เหมือนภาษาไทยอะ พวกเราพูดกันเป็นก่อนเข้าโรงเรียนไปเรียนไวยากรณ์ด้วย เด็กอเมริกันเองกว่าจะได้เริ่มเรียน Grammar ก็ระดับ Highschool นู่นแล้ว
.
แต่เด็กไทยเทพกว่าเด็กอเมริกัน เจ้าของภาษาแท้ๆเองจ้า มาถึงเปิดเรียน Grammar เรียนอ่าน ก่อนเลย สุดท้ายเป็นไงครับ พูดได้ไหม? ไม่!!!
.
ระบบการสอนของ Mind English เราเชื่อว่าการเรียนรู้ภาษาใดโดยการเริ่มจากการเรียน Grammar โดยที่ยังฟังพูดไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่ล้มเหลวครับ ตัวอย่างคือคนไทยเกือบทั้งประเทศเนี่ยแหละ
.
.
ข้อสอง จากข้อแรก เรียงลำดับผิดไม่เท่าไหร่ ข้อนี้หนักเลย เรียงความสำคัญผิดด้วย
.
การเรียนภาษา สำคัญคือต้องใช้ภาษาได้ การใช้ภาษาได้ ไม่ใช่การอ่านเขียนนะ คือการฟัง-พูดเนี่ยแหละ มนุษย์เพิ่งคิดค้นระบบสัญลักษณ์มาไม่กี่พันปีนี้อีก จึงทำให้เกิดการบันทึก การอ่านการเขียนเกิดขึ้น
.
แต่ภาษาพูดของมนุษย์ มีมาตั้งแต่แรก นับหมื่นนับแสนปีที่มีเผ่าพันธ์มนุษย์ Homo Sapiens
.
ดังนั้นการเรียนภาษาควรเน้นให้ผู้เรียน ใช้ภาษาได้จริง ฟังเข้าใจ พูดได้อย่างถูกต้อง
.
แต่ระบบการศึกษาไทย Grammar is the king! การเรียนแกรมมาร์คือพระเจ้า คือทุกสิ่งอย่าง ใครเก่งแกรมมาร์คือดีงาม
.
รองๆลงมาคือ Vocab หรือคำศัพท์เนี่ยแหละ ท่องก็ท่องกันผิดวิธ๊ ท่องๆแบบนกแก้วนกขุนทองกันเข้าไป จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เวลาพูดกับฝรั่งจริงๆนึกศัพท์แทบไม่เคยออก!
.
แต่เรื่องการพูดนี่สิ ที่จริงๆควรสำคัญสุด กลับถูกจัดอันดับไปแทบจะหลังสุดเลย ไม่ต้องดูไหนไกล เวลาสอบวิชาภาษาอังกฤษที ข้อสอบส่วนไหนที่มีจำนวนมากที่สุดครับ?
.
แน่นอนหนีไม่พ้น Grammar ไม่พ้น Vocab แน่นอน แล้วสอบพูดล่ะ? มีมะ? ไม่ได้ถามว่าเยอะไหมนะ ถามว่ามีไหมเลย
.
ลองนึกๆดูตั้งแต่เล็กยันโต ได้สอบพูดภาษาอังกฤษน้อยถึงน้อยมาก จนแทบจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
.
.
ข้อสาม ต่อมาจากข้อสองเนี่ยแหละ และข้อนี้คือปัญหาใหญ่สุดของระบบการศึกษาภาษาอังกฤษของคนไทยเลย
.
ปกติเรียนภาษา เรียนไปทำอะไรรู้ไหมครับ? เอ้า ถามแปลกๆ ก็เรียนไปเพื่อใช้สิ…ใช่เลยครับ คำถามง่ายๆ ก็ตอบได้ง่ายๆ
.
เรียนภาษาเพื่อให้ใช้ภาษา…แต่ประเทศไทยไม่ใช่ครับ!
.
เราไม่ได้เรียนภาษาเพื่อใช้ภาษา แต่เราเรียนไปเพื่อใช้สอบบบบบบบบบบบบ!!!!!
.
เฟดเฟ่! (แม่ง)ใช่หรอ(ว้า)? เราเรียนไปเพื่อใช้สอบ สุดท้ายก็ได้ใช่แค่สอบจริงๆ
.
พอสอบเสร็จความรู้หายหมด ศัพท์ๆที่มาท่องหน้าห้องสอบ หลายสิบคำ หายวับจากสมองไปโดยพลัน!!
.
จากชื่อของบทความนี้ “คนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะ…ก็เพราะระบบการศึกษาที่สอนเราไม่ได้ ตั้งใจสอนให้เราพูดได้ไงล่ะ เค้าสอนให้ใช้สอบ สุดท้ายเราก็พูดไม่ได้จริงๆ ก็ถูกต้องแล้ว จบมะ?
.
เห้อ คิดแล้ว เสียดายเวลานะครับ ที่อุตส่าห์เสียเวลาเรียนไปเป็น 20 ปี สุดท้ายไม่ได้อะไรกลับมา ใครอ่านแล้วเห็นด้วยช่วย Share กันเยอะๆหน่อย เพื่อจะได้ไปถึงคนจัดหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการบ้าง

 

stopspeak2

อยากพูดอังกฤษได้ อย่า(พึ่ง)ฝึกพูด!!! ตอนที่ 2

stopspeak2

10612534_698515173530536_3258251690037529336_n

อยากพูดอังกฤษได้ อย่า(พึ่ง)ฝึกพูด!!! ตอนที่ 2
.
ถ้ามีใครบอกคุณว่า อยากพูดอังกฤษคล่องๆ ต้องฝึกพูดเยอะๆ
.
ฟังดูเหมือนสมเหตุสมผลดี แต่จริงๆไม่ใช่!!!
.
.
(อ่านตอนที่ 1 ก่อนที่นี่ Click >>> http://www.mindenglish.net/article/stopspeaking/ )
.
จากตอนที่แล้ว เราบอกว่าการฝึกภาษาอังกฤษตามระบบของ Mind English เราเชื่อในหลักการของเหตุและผล เชื่อในหลักของ Input และ Output
.
การที่เราพูดภาษาใดได้ก็ตาม ถือเป็น Output ของภาษานั้นๆ แต่ก่อนจะมี Output ย่อมต้องมี Input ก่อนเสมอ
.
และ Input ของการพูด ก็คือการฟังนั่นเอง!!
.
ถ้าอยากพูดได้มากๆ ไม่ใช่ฝึกพูดมากๆ แต่ต้องฝึกฟังมากๆ (อันนี้ Key เลย จำไว้ให้ดีนะครับ)
.
ดังนั้นการฝึกเพื่อให้เราสามารถพูดกับฝรั่งได้คล่องๆและสำเนียงเริศ เราจะเน้นไปที่การฝึก 70% ของเวลาที่ใช้ในการฝึกทั้งหมด อีก 30% ถึงจะเป็นการฝึกพูด
.
.
ทั้งหมดคือในส่วนของบทความตอนที่แล้ว มาวันนี้ สถาบันสอนภาษา Mind English จะมาอธิบายวิธีการฝึกการฟังแบบละเอียดไม่มีปิดบัง ใครตั้งใจทำตามนี้ แล้วยังพูดอังกฤษไม่ได้ อมขี้มาบ้วนหน้า Admin ได้เลยย (แหวะ)
.
การฝึกภาษาอังกฤษขั้นเทพ! เพื่อให้พูดอังกฤษกับฝรั่งได้ ตามระบบของ Mind English มีดังนี้
.
1. “ฟัง” ไม่ใช่ “ได้ยิน”
.
ถ้าเสียงเข้าหู ถือว่าแค่ได้ยิน การฟังไม่ใช่ใช้แค่หู การฟังที่ดีใช้ทั้งหู+ใจ+สมอง คือฟังด้วยความตั้งใจและสมองต้องคิดประมวลผลตาม ไม่ใช่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
.
2. เลือก1 สำเนียงเท่านั้น
.
หลักๆคือเลือกสำเนียงเดียวเลย ใครชอบอเมริกันก็อเมริกันไปตลอด ใครชอบสำเนียงอังกฤษก็อังกฤษไปเลย อย่ามั่วนะแจ๊ะ
.
3. ฟังของง่ายไปยาก :
.
เลือกฟังตามลำดับ จากง่ายไปยาก สิ่งที่ง่ายคือเราฟังเข้าใจในครั้งแรกมากกว่า 50% อย่าไปเริ่มฟังจากสิ่งที่ยากเลย เพราะสุดท้ายเราจะท้อแล้วก็เลิกถอดใจได้ง่ายๆ
.
เหมือนตอนเด็กๆอะ เราก็เริ่มฟังและพูดจากคำง่ายๆ ได้ก่อน เช่น แม่ พ่อ หม่ำ ประมาณนี้ ไม่มีเด็กคนไหนฟังคำยากๆรู้เรื่อง
.
นอกจากนี้สิ่งที่เราเลือกฟัง ก็ต้องเลือกฟังจากคลิปสั้นๆ ไปคลิปยาว รวมถึงเริ่มจากคลิปที่พูดช้า จนไปถึงคลิปที่พูดเร็ว และคลิปที่ใช้ศัพท์ง่ายๆพื้นฐาน จนไปถึงคลิปที่ใช้ศัพท์ยากหรือศัพท์ที่อลังการมากขึ้น
.
ข้อนี้สำคัญมาก การเรียนรู้ทุกอย่างบนโลกนี้ ถ้าต้องการให้ผลดี ต้องเรียงลำดับการง่ายไปยากเสมอ การสร้างบ้านยังต้องตอกเสาเข็มเป็นฐาน การฝึกภาษาก็ต้องเริ่มจากรากฐานเช่นเดียวกัน
.
4. ฟังแบบหวังผลเลิศ Perfect Listening!
.
ความผิดพลาดของระบบการศึกษาไทยในการเรียนภาษาอังกฤษอันหนึ่งคือ เปลี่ยนบทเร็วเกินไป วันนี้เรียนบทนี้ แป๊บๆพรุ่งนี้เปลี่ยนบทแล้ว บทเดิมยังไม่ทันรู้เรื่องเลย
.
สำหรับข้อนี้ “ฟังแบบหวังผลเลิศ” คือฟังจนฟังออกทุกคำ ทุกพยางค์ 100% ย้ำ! 100% เท่านั้น ไม่มีพอฟังได้ พอฟังเข้าใจแล้วเปลี่ยน NO! ห้ามเด็ดขาด!
.
เราเริ่มฝึกฟังสิ่งไหน ต้องฟังกี่รอบก็ตาม ใช้เวลากี่วันก็ตาม บางทีอาจเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ต้องฟัง ฟัง ฟัง และฟังจนฟังออกทั้งหมดและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น ถ้าทำได้ตามนี้แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นฟังอันอื่น
.
5. ฟังต่อเนื่อง :
.
ต่อจากข้อ 4 เราต้องฟังแบบหวังผลเลิศ ซึ่งแปลว่าต้องฟังหลายๆรอบ ซึ่งเราต้องฟังอย่างต่อเนื่อง ทุกวันๆ วันหนึ่งฟังอย่างตั้งใจ 30 นาทีเป็นขั้นต่ำที่ต้องได้ ใครอยากเก่งเร็วๆ ฟังทุกวันวันละ 1-2 ชั่วโมงได้นี่ จะเห็นผลรวดเร็วมาก
.
.
และทั้งหมดนี่คือ 5 ข้อวิธีฝึกฟังเพื่อพูดภาษาอังกฤษ แบบฉบับของ Mind English ถามว่าซีเรียสไหม บอกเลยว่าไม่!
.
จริงๆแค่พยายามหาฟังภาษาอังกฤษให้มากขึ้น เวลาดูข่าวก็ลองเปลี่ยนมาดู CNN บ้าง หรือเวลาดูหนัง Soundtrack ก็พยายามเปิดหูฟังมากขึ้น ไม่ใช่ใช้สมองทั้งหมดไปกับการอ่านซับ แค่นี้ภาษาอังกฤษของคุณก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ
.
แต่ถ้าคุณปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้ของเราแบบจริงจังและตั้งใจ ไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า คุณจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น และวันนี้ในปีหน้าคุณจะกลายเป็นคนที่พูดอังกฤษกับฝรั่งได้คล่อง จนคุณจะไม่ลืมตัวคุณเองในวันนี้ไปเลย!!!

.

.

ถ้าคุณไม่รู้จะฟังอะไร Mind English เราขยายเวลาแจก Mp3 ฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง สนใจลงทะเบียนฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่นี่เลย คลิ๊ก!เพื่อลงทะเบียนรับmp3ฟรี

stopspeak1

อยากพูดอังกฤษได้ อย่า(พึ่ง)ฝึกพูด!!

stopspeak1stopspeaking

อยากพูดอังกฤษได้ อย่า(พึ่ง)ฝึกพูด!!!
.
ใครๆก็เข้าใจว่า ถ้าอยากพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ ก็ต้องฝึกพูดบ่อยๆ หาโอกาสในการพูดกับฝรั่งให้มาก แล้วจะพูดภาษาอังกฤษได้เอง
.
ฟังดูเหมือนจะใช่ แต่จริงๆไม่ใช่!!!
.
.
สำหรับการเรียนรู้ในระบบ Mind English เราเชื่อในหลักการของเหตุและผล ทุกผลลัพธ์ล้วนมีสาเหตุ มีที่มาที่ไป
.
การพูดถือเป็น Output ซึ่งต้องมี Input ก่อน คือการฟัง
.
เหมือนเด็กทารกที่ฟังภาษามากๆ Input มากๆ แล้วจึงค่อยเริ่มเลียนเสียงพูดออกมาได้
.
ในทางกลับกัน ใครที่หูหนวก ก็จะเป็นใบ้ไปโดยปริยาย ทั้งๆที่กล่องเสียงไม่ได้มีปัญหาอะไร
.
เพราะในเมื่อไม่มี Input ย่อมไม่มีทางเกิด Output ได้ ไม่มีการกระทำก็ย่อมไร้ซึ่งผลลัพธ์อย่างแน่นอน
.
.
ดังนั้นการฝึกภาษาอังกฤษตามระบบของ Mind English เพื่อให้เราพูดกับฝรั่งได้ จะไม่ได้เน้นให้เรา Speaking Speaking และ Speaking
.
แต่จะให้เราเน้นไปที่ Listening, Listening และ Listening
.
ใครยังพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งยังไม่ได้ ต้องฝึกฟัง ฟังและฟังมากกว่า 70% ของเวลาที่ใช้ฝึกทั้งหมด พอฟังได้ทั้งหมดแล้ว อีก 30% ถึงจะฝึกพูด
.
สาเหตุที่คนไปเรียนต่างประเทศแล้วกลับมาพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ไม่ใช่เพราะมีโอกาสได้พูดมาก (บางคน ไม่ได้ช่างพูด) แต่เพราะมีโอกาสได้ฟังมากต่างหาก!
.
เหตุผลเดียวกันกับหลายๆคนที่มีโอกาสได้ไปเรียน Summer หรือ Work&Travel ที่ต่างประเทศ แต่กลับอยู่หอกับคนไทย เจอแต่กับคนไทย สุดท้ายกลับมาก็ยังพูดอังกฤษไม่คล่องเท่าไหร่
.
และก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่คนไทยเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนมา 20 ปีแล้วสุดท้ายก็พูดภาษาไม่ได้ เพราะมัวแต่เอาเวลาไปเรียน Grammar ไปท่องศัพท์ ไม่ได้มีโอกาสฟังภาษาอังกฤษเท่าไหร่เลย เมื่อไม่มี Input ย่อมไม่เกิด Output เป็นธรรมดา
.
.
สรุปอีกครั้ง อยากพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้คล่อง ต้องฝึกให้มากๆ ฟังเกิน 70%ของเวลาในการฝึกทั้งหมด ที่เหลืออีก 30% ค่อยฝึกพูด
.
ใส่ Input ให้มากๆ แล้ว Output จะตามมาเอง รับประกัน! ใครฟังภาษาอังกฤษทุกวันอย่างตั้งใจวันละ 50 นาทีขึ้นไป ผ่านไป 50 วัน การพูดภาษาอังกฤษของคุณจะดีขึ้นแบบตัวคุณเองยังตกใจ
.
บทความหน้าเราจะมาแนะนำลงรายละเอียดมากขึ้น คอยติดตามนะครับ!

howtowatchmovies2

ดูหนังยังไง ให้พูดอังกฤษได้ (ตอนที่ 2)

howtowatchmovies2

ดูหนังยังไง ให้พูดภาษาอังกฤษได้ ตอนที่ 2

ดูหนังยังไง ให้พูดภาษาอังกฤษได้ ตอนที่ 2

หนังยังไง ให้พูดภาษาอังกฤษได้ (ตอนที่ 2)
.
ใครต่อใครชอบบอกว่าดูหนังฝรั่งแล้วจะเก่งภาษาอังกฤษขึ้
.
แต่ทำไมเราดูหนังฝรั่งมาทั้งชีวิต ภาษาอังกฤษยังง่อยขนาดนี้!!!
.
.
จากตอนที่แล้ว (ใครยังไม่อ่านตอนที่ 1 ไปอ่านก่อน ไม่งั้นไม่รู้เรื่อง Click >>>http://www.mindenglish.net/article/watchmovies/)
.
เราพูดถึงสิ่งที่เราบอกต่อๆกันมาว่า เห้ย ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษ ลองฝึกจากหนังสิ ดูหนังฝรั่งบ่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งขึ้นเอง!
.
สุดท้ายดูหนังจนตาเปียก ดูซีรี่ย์จนตาแฉะ สุดท้ายก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แถมยังเพิ่มโรคต้อกระจกมาซะอีก บร้ะ!
.
ที่เป็นแบบนี้ เพราะเราดูหนังกันด้วยวิธีผิดๆยังไงล่ะ (อยากรู้ว่าผิดอย่างไรแนะนำให้ไปอ่านตอนที่แล้ว)
.
.
วันนี้ สถาบันสอนภาษา Mind English จะมาแนะนำสุดยอดวิธีฝึกภาษาอังกฤษอันแสนทรงพลัง ถ้าใครทำตามนี้ได้ ภาษาอังกฤษของคุณจะดีขึ้นจนตัวคุณเองจะตกใจ!!
.
การดูหนังเพื่อให้พูดภาษาอังกฤษได้ของเราจะมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน
.
แบบแรก คือ แบบเบาๆ คือดูหนังปกติเนี่ยแหละ ดูเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก แต่ขอฝึกภาษาอังกฤษเป็นน้ำจิ้มด้วย
.
ถ้าจะดูหนังแบบนี้ เวลาเราดูหนังฝรั่ง Soundtrack ซับไทย (อย่าดูพากษ์ไทยนะลูก พี่ขอ) ให้เราลดความตั้งใจอ่านซับให้ลดลง เปิดหูเพื่อการฟังให้มากขึ้
.
ตาของเรา แทนที่จะโฟกัสไปที่บรรทัดด้านล่างที่ซับขึ้น ให้โฟกัสที่ปากของตัวละคร และพยายามฟังให้มากขึ้น อันไหนไม่ไหวจริงๆ ไม่รู้เรื่องจริงค่อยเหลือบตาไปมองซับ
.
สุดท้ายดูหนังอาจจะไม่เข้าใจ ก็ซื้อตั๋วไปดูในโรงอีกรอบ เพราะเราสวยและรวยมาก จบนะ!
.
สำหรับการฝึกแบบนี้ จริงๆคือชิล อย่าไปเรียกว่าฝึก เพราะจริงๆแค่ปรับเปลี่ยนวิธีดูหนัง ซึ่งจะทำให้เราฟัง-พูดกับฝรั่งได้เก่งขึ้น 10-20 %
.
.
แบบที่ 2 คือ สุดยอดเทคนิคการดูหนัง!!! ที่เป็นดูหนังเพื่อการฝึกภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง ถ้าทำตามนี้ได้ คุณจะคุยกับฝรั่งได้ดีขึ้น 2 เท่าหรือ 200% เป็นอย่างต่ำ ฟันธง!!!!
.
อันดับแรก เลือกหนังมาหนึ่งเรื่อง หรือซีรี่ย์มาหนึ่งตอน (แนะนำเอาเรื่องที่ชอบมากๆ รวมถึงเอาหนังของอเมริกาเท่านั้น พวกฮอลลีวู๊ดไรงี้ได้หมด จะได้ฝึกสำเนียงอเมริกัน ซึ่งเป็นสำเนียงมาตรฐานไปเลย)
.
และควรลงทุนซื้อเป็น DVD เลย ไม่ควรดูผ่านเนต เพราะ DVD สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นซับไทย ซับ Eng หรือ No Sub ไปเลยก็ได้
.
สุดยอดเทคนิคการดูหนังของเราจะมีทั้งหมด 3 ขั้นตอนด้วยกัน
.
ขั้นที่ 1 : ดูแบบปกติเนี่ยแหละ ดู 1 รอบ ดูเป็น Soundtrack มีซับภาษาไทย ดูเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่อง แต่ระหว่างดูนอกจากเปิดตาเพื่ออ่านซับแล้ว แนะนำให้เปิดหูให้มากขึ้น ลองพยายามฟังแล้วจับใจความว่าตัวละครพูดอะไร แต่อย่าไปซีเรียสมาก ฟังไม่รู้เรื่องก็ช่างมัน เน้นเข้าใจเนือเรื่อง
.
แต่เรื่องที่เราชอบจริงๆ เราอาจข้ามขั้นตอนนี้ไปก็ได้ ถ้าเรารู้เนื้อหามันทั้งหมดแล้ว
.
ขั้นที่ 2 : หลังจากที่เราเข้าใจเรื่องราวแล้ว ดูขั้นที่ 2 จะเป็นการดูหนังโดยดูแบบ Sub English

ครั้งนี้เราจะเน้นการฟัง ฟังแล้วก็ฟัง ดวงตาจับจ้องที่ปากของตัวละคร แล้วเปิดหูให้กว้างที่สุดใน 3 โลกกก อย่าไปจดจ้องที่ซับ เพราะเราจะฝึกฟัง ไม่ได้ฝึกอ่าน!
.
พยายามฟังให้รู้ว่ามันพูดว่าอะไร ถ้าฟังไม่ออกจริงๆ ค่อยเหลือบตาดูซับ Eng ด้านล่าง
.
แต่ถ้าดูไม่ทันก็ช่างมัน อย่าไปซีเรียส ชิลๆ เพลิดเพลินไปกับมัน
.
พอดูจบก็ดูซ้ำ แบบ Sub Eng เนี่ยแหละ เหมือนเดิมเลย ตาจับจ้องที่ปาก หูผึ่งตั้งใจฟัง ตรงไหนที่รอบที่แล้วฟังไม่ทัน ไม่รู้ว่าพูดอะไรก็ผึ่งหูมากขึ้นหน่อย ถ้าไม่ไหวจริงๆ แม่งพูดเร็วมาก ก็เหลือบมาดูซับได้ ไม่ได้ว่าอะไร
.
ถ้าถามว่าต้องดูซ้ำกี่รอบ
.
555+ ไม่อยากบอกเลย ว่าบางทีอาจจะต้อง 5-10 รอบขึ้นไปอ่า ไหวป้ะ
.
หัวใจของขั้นตอนนี้คือ “คุณต้องดูซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าคุณจะฟังรู้เรื่องทั้งหมด แบบ 100%”
.
คุณต้องฟังออกทั้งหมด แม้ไม่รู้ความหมายมันก็ตาม
.
และสิ่งต้องห้ามก็คือ ห้ามเปิดดิก ห้ามแปล (ถ้าใครติดตามเพจมาซักพัก น่าจะจำได้ว่าการเรียนรู้ภาษาตามระบบ Mind English จะไม่ชอบการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย)
.
ศัพท์คำไหนคุณไม่รู้คำแปล ไม่ต้องแปล ปล่อยมัน ช่างแม่ง…
.
แต่เชื่อไหม ถ้าคุณฟังบ่อยมากพอจนฟังออกทั้งหมด ศัพท์ยากๆที่คุณไม่รู้คำแปล แต่คุณจะรู้ความหมายของมัน
.
อ้าว ทำไมล่ะ? เพราะจริงๆคุณเข้าใจเนื้อเรื่องแล้วไง คุณจะพอเดาได้แบบอัตโนมัติว่าคำนี้ มันน่าจะหมายถึงอะไรประมาณไหน
.
แต่ถ้าคุณอยากเรียนรู้คำศัพท์ เพิ่มศัพท์เข้าคลังสมองจริงๆ คุณต้องใช้วิธีการเรียนรู้ศัพท์ตามระบบ Mind English ของเรา
.
(อ่านย้อนหลังได้ในบทความชุด “วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!)

.
แล้วทั้งหมดนี้ คือขั้นตอนที่ 2 คุณต้องฟัง ฟัง แล้วก็ฟัง ดูหนังเรื่องเดิมๆ กี่รอบก็ตามจนคุณฟังมันรู้เรื่องทั้งหมด!
.
นี่แหละที่เราถึงบอกให้คุณเลือกหนังที่คุณรักที่สุด เพราะถ้าคุณไม่รักมันจริงๆ คุณดูแป๊บๆ ก็เบื่อแล้ว
.
และมีกฏ 2 ข้อที่คุณต้องยึดมั่น ข้อแรกบอกไปแล้วคือ ไม่ต้องแปล
.
ข้อที่สอง คำเดียวสั้นๆ คือ “ชิล”..ใช่ครับ ชิลๆ ครับ ฟังไม่ออกอย่าไปหัวเสีย ช่างแม่งครับ ฟังไม่ออกรอบหน้าตั้งใจฟังใหม่ ดูเอาสนุก เอามันส์กับหนังที่ตัวเองรั
.
และขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนสุดท้ายสำหรับ สุดยอดเทคนิคการดูหนัง ตามแบบฉบับของ Mind English ติดตามต่อได้ในบทความตอนหน้าครับ

howtowatchmovies1

ดูหนังยังไง ให้พูดอังกฤษได้ (ตอนที่ 1)

howtowatchmovies1

ดูหนังยังไง ให้พูดภาษาอังกฤษได้ ตอนที่ 1

ดูหนังยังไง ให้พูดภาษาอังกฤษได้ ตอนที่ 1

เคยได้ยินไหม?…มีคนมักบอกว่าอยากพูดอังกฤษเก่งๆ ให้ดูหนังฝรั่งบ่อยๆ คิดถึงตัวเอง..ไอเราก็ดูหนังฝรั่ง Soundtrack มาตลอดนี่หว่า ทำไมตอนนี้ยังง่อยๆอยู่ (วะ)
.
.
ดูหนังฝรั่งบ่อยๆ ทำให้เก่งภาษาอังกฤษ จริงไหม?
.
จริงครับ ถ้าถูกวิธี (และการเรียนภาษาอังกฤษตามระบบ Mind English สนับสนุนให้ดูหนังฝรั่งด้วย)
.
คนส่วนใหญ่ดูหนังฝรั่งแบบผิดวิธี ดูมาทั้งชีวิตไม่เห็นจะเก่งขึ้นเลย ทำไมเนี่ยย
.
ก็เพราะสิ่งที่คนส่วนใหญ่ดู คือดูหนังฝรั่งจริง แต่ดูแบบซับไทยไงครับ
.
ถามจริง เอาแบบเนื้อแท้เลย… ว่าเราตั้งใจฟังหรือตั้งใจอ่านซับมากกว่ากัน
.
สุดท้ายการดูหนังแบบนี้ ถ้าเพื่อความบันเทิงไม่มีปัญหาอะไรนะ แต่ถ้าอยากฝึกภาษาอังกฤษด้วย วิธีนี้ถือว่าด๋อยมาก ไม่เวิคเลย
.
เพราะสุดท้าย เอาเข้าจริง กลายเป็นว่าเราได้ฟังเค้าพูดแบบตั้งใจจริงๆน้อยมากก จนบางครั้งอาจจะไม่ได้ฟังเลย แค่ได้ยินผ่านหูไป (ฟังกับได้ยินคนละอย่างนะครับ)
.
เพราะใจเราไปโฟกัสกับการอ่านซับแล้ว ทำให้ไม่ได้สนใจสิ่งอื่นๆ
.
.
อ่าว ถ้ายังงี้ ถ้าให้ดีต่อไปต้องดูหนังที่เป็นซับ Eng ใช่ไหม จะได้ฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้น
.
คำตอบคือ ดีขึ้นมาหน่อยครับ แต่ก็ง่อยเหมือนกัน อั้ยย่ะ!
.
จำไว้เลย หัวใจของการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการดูหนังคือ “ฝึกฟัง ฝึกดูโดยประกอบกับเรื่องราวตามเนื้อเรื่อง”
.
ถ้าเราฝึกฟังและดูมากพอ เราจะสามารถเข้าใจความหมาย words, phrases หรือ sentences ต่างๆ แบบเป็นภาพ เป็นอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องแปลว่าความหมายเป็นภาษาไทยด้วยซ้ำ
.
ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ศัพท์ตามระบบของ Mind English พอดิบพอดี (ลองอ่านบทความชุด “วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!”) ว้าวววว!
.
แต่การดูหนังแบบSub Eng ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะสุดท้ายภาพที่เกิดขึ้นจริงคือ เราก็มัวแต่จดจ้องอยู่กับซับ พยายามอ่านและแปลให้ทัน เพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่อง
.
สุดท้าย แทนที่จะได้ฝึกฟัง กลายเป็นฝึกอ่านไปซะยังงั้น! ถ้าถามว่าโอเคไหม ก็ยังดีที่ได้ฝึกภาษาอังกฤษเพิ่ม ทำให้อ่านเก่งและไวขึ้น
.
แต่ในแง่การฟัง-พูดก็ไม่ยังตอบโจทย์อยู่ดี สุดท้ายดูหนังจนตาเป็นต้อยังไง สุดท้ายก็สามารถพูดอังกฤษได้อยู่ดี
.
อ่าว แล้วงี้ให้ดูหนังไงดีอ้ะ ซับไทยก็ไม่ได้ ซับอังกฤษก็ไม่เวิค ดูแบบไม่มีซับแม่งเลยดีไหม จะได้จบๆ
.
ไม่ดีครับ พูดเลย! เพราะสุดท้ายพอเริ่มดูไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ไม่อยากดูและ
.
เอ้าาา!! แล้วอย่างงี้ต้องดูหนังยังไงเนี่ยย เริ่มงงละ ฮ่าๆ
.
อยากรู้ว่าดูหนังยังไง ให้พูดภาษาอังฤษคล่อง ต้องติดตามตอนหน้า
.
บอกเลยว่าสำคัญมาก! เพราะบทความตอนต่อไป เราจะเปลี่ยนวิธีดูหนังของคุณไปตลอดกาลลลล 555+ อย่างเว่อร์

howtovocab3

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ! (ตอนจบ)

howtovocab3

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 3

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 3

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!! ตอนจบ
.
.
หยุดท่องศัพท์วิธีเดิมๆ มาเริ่มวิธีใหม่ที่ไฉไลที่สุด!
.
(ไปอ่านตอนที่ 2 ก่อน Click >>> http://www.mindenglish.net/article/greatvocab2/)
.
จากบทความตอนที่ 1 และ 2 ในซีรี่ย์ “วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!” เราแนะนำให้หยุดท่องศัพท์แบบเดิมๆ โดยวิธี Translating & Memorizing หมดเวลาแล้ว! สำหรับการจดคำศัพท์ลงสมุดแล้วใส่คำแปลแล้วก็ท่องๆๆๆ
.
และเราได้นำเสนอวิธีท่องศัพท์แบบใหม่ตามแบบฉบับของ Mind English ที่เน้นการเรียนรู้ศัพท์แบบ Visualizing & Feeling ทีเน้นการจำศัพท์เป็นภาพ เป็นความเข้าใจ เป็นความรู้สึก ไม่เน้นการแปลศัพท์แล้วจำเป็นภาษาไทย
.
รวมถึงตอนที่แล้ว เราแนะนำ app ฟรีสุดเทพ! ที่ทำให้เราเรียนรู้วิธีการออกเสียงคำนั้นๆได้อย่างถูกต้องอย่างกับฝรั่ง ให้สำเนียงเลิศเป๊ะอย่างกับฝรั่ง!
.
และบทความที่แล้ว เราทิ้งคำถามว่า ถ้าจำศัพท์เป็นภาพแล้ว ถ้าจะจดลงสมุดล่ะ จะจดอย่างไร???
หายใจลึกๆๆแล้วมาดูกัน…
.
.
.
จากวิธีเดิมๆที่เราใช้จดศัพท์กันมาในการเรียนภาษาอังกฤษ 20 กว่าปี ที่เราท่องศัพท์และจดศัพท์เป็นคำๆ รู้ทีละคำ เรียนทีละคำ
.
ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เวิคโดยสิ้นเชิง!!!
.
และสิ่งที่เราจะนำเสนอวันนี้คือ หยุดจดศัพท์เป็นคำๆ (individual Word) และหันมาเรียนรู้ศัพท์เป็นวลีหรือเป็นประโยคแทน (phrase or sentence)
.
เวลาเราเจอคำศัพทใหม่ๆที่เราไม่รู้จัก เวลาเราอ่านหนังสือหรือดูหนังที่เป็นซับอังกฤษ เช่น เจอประโยคว่า What is your occupation? ซึ่งแปลว่า คุณทำอาชีพอะไร
.
สมมติว่าเราไม่รู้จักคำว่า Occupation ว่าแปลว่าอะไร หลังจากเราเรียนรู้ศัพท์โดยวิธี Feeling&Visualizing ตามที่บอกในตอนที่แล้ว .
.
เรากลัวลืมคำนี้ อยากจดลงสมุด ห้ามจดแค่คำว่า Occupation เด็ดขาด! ให้จดไปเลยทั้งประโยคที่เราเจอ คือ What is your occupation? และอย่าลืมฝึกฟังและพูดโดยใช้ app ที่เราแนะนำไป
.
การจดเป็น Phrase จะดีกว่าการจดเป็น Word อย่างมหาศาลบานตะไท สรุปได้เป็น 4 ข้อด้วยกัน !
.
.
.
1. การจดเป็นประโยควิธีนี้มันเป็นการเรียนรู้โดยธรรมชาติ (Naturally Approach)
.
เช่น เด็กฝรั่ง 3 ขวบยังไม่เข้าโรงเรียน รู้จักประโยค What’s your name? ว่าถามถึงอะไรและต้องตอบว่าอะไร ก่อนรู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า What, คำว่า Your และคำว่า Name ซะอีก!
.
.
2. การจดเป็นประโยค รวมถึงฝึกฟังให้คุ้นหูและฝึกพูดจนคุ้นลิ้น ทำให้เวลาเราคุยกับฝรั่ง เราสามารถดึงรูปประโยคมาใช้ได้อย่างอัตโนมัติและทันทีทันใด
.
เพราะปกติคนไทยเรียนรู้ศัพท์เป็นคำๆ (แถมเรียนรู้ด้วยวิธีที่ผิดๆ) ทำให้นึกศัพท์ไม่ค่อยออก
.
คำไหนที่นึกศัพท์ออก แต่ต้องมานึกโครงสร้างประโยคที่ต้องใช้อีก กว่าจะพูดได้ซักที เลยตะกุกตะกักงึกๆงักๆ อยู่ร่ำไป!
.
.
3. การจดเป็นประโยค มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ศัพท์ของเราแบบ Feeling & Visualizing เพราะการจดเป็นประโยค มันคือ Big Picture มันคือภาพของสถานการณ์นั้นๆจริง
.
เช่น จดว่า What is your occupation? เราอาจจะนึกถึงภาพพนักงานคนหนึ่งที่กำลังยืนทำแบบสอบถามอยู่ข้างรถไฟฟ้า BTS แล้วเค้าถามถึงอาชีพของเราว่า What is your occupation?
.
.
4. และข้อสุดท้าย โคตรของโคตรสำคัญเพราะเป็นวิธีที่ถือเป็นหัวใจของระบบ Mind English
.
เพราะการจดจำเป็นประโยคเนี่ย ทำให้เราซึมซับโครงสร้างไวยากรณ์ที่ถูกต้องไปโดยปริยาย สมมติเราอยากจดคำว่า delicious เราก็จดว่า She eats a delicious sandwich. (จริงๆคือเจอคำที่เราไม่รู้ที่ไหน ก็ลอกออกมาจดทั้งประโยค) เวลาเราจำก็จำไปทั้งประโยค ฝึกออกเสียงก็ออกเสียงทั้งประโยค
.
พอเจอบ่อยๆ (กับคำอื่นๆ) เราจะใช้ She คู่กับกริยาเติม S โดยปริยายและอัตโนมัติโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเติม S ให้กริยาไปแล้ว และไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่านี่ Grammar เรื่อง Present simple tense
.
นั่นคือด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถพูดกับฝรั่งได้อย่างอัตโนมัติโดยที่ Grammar เป๊ะ โดยที่เราอาจไม่เคยเรียน Grammar เรื่องนั้นๆก่อน
.
อย่างที่เรายกตัวอย่างไปในบทความก่อนหน้า ว่าอย่างคนไทยก็ไม่สามารถพูดภาษาไทย แบบ Grammar ถูกต้องก่อนเรียน Grammar ที่โรงเรียนซะอีก
.
เด็กอเมริกันแท้ๆก็ไม่เคยเรียน Grammar จนถึงชั้นมัธยม (highschool) แต่ก็ใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วและก็ถูกไวยากรณ์เป็นส่วนใหญ่
.
การที่บอกว่าการเรียนรู้อันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของระบบ Mind English เพราะระบบของเรา เรียนโดยใช้ Mind Based Learning คือการเรียนโดยใช้ Mind หรือจิตใต้สำนึก
.
ซึ่งการจดจำคำศัพท์โดยใช้ประโยคเป็นเพียงแค่ 1 ในหลายๆวิธีของเราที่เรียนรู้ด้วย Mind และ Grammar ก็จะซึมซับเข้าไป ทำให้เราพูได้คล่อง! ทันที! อัตโนมัติ! และไวยากรณ์ถูกต้อง! ไปโดยธรรมชาติ
.
นักเรียนของเราจะพูดประโยค Present Perfect Tense ได้อย่างคล่องแคล่วในสถานการณ์ที่ถูกต้อง ทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือ Present Perfect Tense
.
นี่แหละครับ วิธีเรียนรู้ศัพท์อันแสนวิเศษตามระบบของ Mind English

.

.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

howtovocab2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ! (ตอนที่ 2)

howtovocab2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ ตอนที่ 2

วิธีท่องศัพท์ฉบับเทพ!!! ตอนที่ 2
.
.
.
(ใครยังไม่อ่านตอนที่ 1 ไปอ่านก่อนคลิ๊กhttp://www.mindenglish.net/article/greatvocab1/มิฉะนั้น จะอ่านตอนนี้ไม่รู้เรื่อง)
.
.
จากตอนที่แล้ว ที่เราบอกทุกคนว่าวิธีท่องศัพท์ในระบบของ Mind English ว่าเราจะยุติการท่องศัพท์แบบดั้งเดิมที่เราทำตามๆกันมาตลอดการเรียนภาษาอังกฤษ 20 กว่าปี ซึ่งสุดท้ายก็พูดกับฝรั่งไม่ได้
.

มาใช้วิธีเรียนรู้ศัพท์ในระบบของ Mind English ที่เน้นการเรียนรู้เชิงลึกโดยใช้สมองซีกขวา หรือที่เราเรียกว่า Visualizing & Feeling
.
ซึ่งคือการนึกภาพคำนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่จริงโดยไม่ต้องแปล และสัมผัสความรู้สึก สัมผัสถึงแสง สี รูปร่างของสิ่งนั้นให้ชัดเจ
.
ตอนที่แล้วยกตัวอย่างไปบ้างแล้ว ตอนนี้ของยกตัวอย่างอีกซักค
.
เช่นคำว่า Admonish คำนี้ถ้าให้แปลเป็นไทย อาจแปลว่า ว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าแปลแล้วท่องตรงๆ นอกจากจะลืมง่าย เวลาจะใช้จริงนึกไม่ออกแล้ว ยังจะไม่สามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำนี้ได้
.
การ Visualizing & Feeling ของคำนี้ ให้นึกถึงตอนเด็ก ที่เราติดดูการ์ตูนช่องเก้า แม่เรียกให้ไปอาบน้ำ เรียก 4-5 รอบเราก็ไม่ไหว แม่ก็ Admonish เรา
.
พอโตขึ้นมา เรียนหนังสือที่โรงเรียน ครูสอนๆไป เราก็แอบนั่งแชทไลน์ไป ซักพักครูเห็น ครูก็ Admonish เรา
.
ถ้าเราเข้าใจแบบจริงๆ เราต้องไม่จำ Admonish ในความหมายภาษาไทยเลย
.
หลักคือ จินตนาการให้เกิด Theatre of Mind ในสมองเราถึงสถานการณ์ของคำนี้ ยิ่งภาพในหัวเราชัดเท่าไหร่ เราจะจดจำคำว่า Admonish ได้ชัดขึ้นเท่านั้น และสามารถดึงคำนี้มาใช้สนทนาจริงได้ทันที
.
แต่เท่านั้นยังไม่พอ!!
.
ถ้าเราจะเรียนรู้คำศัพท์เพื่อใช้ในการพูด จำเป็นภาพอย่างเดียวไม่ได้
.
เราต้องรู้การออกเสียงของมันด้วย!
.
หลังจากเราเรียนรู้ศัพท์คำนั้นๆ จำเป็นภาพได้อย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่ตามมาจะต้องฝึกฟังคำนั้นๆและออกเสียงคำนั้นๆตามแบบที่ถูกต้อง
.
และเครื่องมือที่เราแนะนำที่เวิคสุดๆและที่สำคัญคือฟรี! (สำหรับคนที่มี Smartphone เท่านั้น)
.
นั่นคือ app ที่ชื่อว่า Google Translate นั่นเอง!!!! (ดาวน์โหลดได้ทั้ง App Store สำหรับ IOS และ Playstore สำหรับ Android)
.
แอพนี้ใช้ง่ายมากๆ คนอื่นๆมักจะใช้แอพนี้แปล แต่สำหรับ Mind English เราไม่!
.
แต่เราจะใช้ให้มันออกเสียงให้และฟังเสียงเรา (ว่าเราพูดถูกหรือเปล่า)
.
ขั้นแรก : กำหนดภาษาก่อน กำหนดแปลไทยเป็นอังกฤษ ย้ำนะครับ แปลไทยเป็นอังกฤษ
.
ขั้นที่สอง : ใส่คำที่เราต้องการรู้ว่าออกเสียงยังไงลงไป ในที่นี้ใส่คำว่า Admonish แล้วก็กดแปล
.
พอกดปุ๊บ มันจะขึ้นคำว่า Admonish อีกครั้ง แต่มันจะไม่ขึ้นคำแปลอะไร 555+ อ้าว – –
.
เพราะเราใส่แปลไทยเปฺ็นอังกฤษ ไม่ใช่ให้อังกฤษเป็นไทย มันเลยไม่แปลอะไรให้เรา ขึ้นแต่คำเดิมที่เราใส่ไป คือคำว่า Admonish (ถ้าพิมพ์ Admonish ไปแล้วมันขึ้นคำแปลภาษาไทยหราเลย แปลว่าคุณตั้งค่าแปลอังกฤษเป็นไทยแล้ว ต้องตั้งค่าแปลจากภาษาไทยไปเป็นภาษาอังกฤษ
.
ขั้นที่สาม : สังเกตด้านขวาสุดจะปุ่มให้กดรูปลำโพง พอกดปุ๊บ app จะออกเสียงแบบเจ้าของภาษาให้ฟัง แนะนำให้ลองฟังเฉยๆซัก 5 รอบ
.
ขั้นที่ 4 : หลังจากฟังไปแล้ว 5 รอบ รอบที่ 6 แนะนำให้ลองพูดตาม วิธีพูดตามคือ สลับการแปลจากเดิมไทยไปอังกฤษ ให้เปลี่ยนเป็นอังกฤษเป็นไทย ซึ่งช่องที่ให้ใส่คำศัพท์จะมีปุ่มรูปไมโครโฟน พอกดปุ๊บเราก็ออกเสียงตาม ถ้าเราออกเสียงถูก คำศัพท์จะขึ้นถูกต้องตามนั้นว่า Admonish
.
ถ้าออกเสียงเพี้ยนไป ศัพท์ก็จะออกมาเป็นคำอื่น อย่างแย่ที่สุด app ก็จะบอกว่า Didn’t get that. แปลเป็นภาษาไทยคือ (กู)ฟัง(มึง)ไม่รู้เรื่อง!
.
อย่างคำในตัวอย่างนี้ Admonish ถ้าออกเสียงตรงๆ แอ๊ด-โม-นิช แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาตรงคำยากมากๆๆ (ใครอ่านได้ตรงคำแปลว่าสำเนียงเหมือนเจ้าของภาษามาก)
.
จริงๆการฝึกแนะนำให้เริ่มจากคำง่ายๆ อย่าง Hello, Thank you, Cat, Dog etc. ก่อน แล้วค่อยๆไล่ๆไต่ระดับไปเรื่อยๆ
.
แต่สิ่งที่อยากบอกและอยากเน้นคือ อย่าไปซีเรียสมาก หากตัวเองพูดยังไง app ก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะเวลาสถานการณ์จริง คนพูดภาษาอังกฤษคล่อง ก็ออกเสียงคำบางคำไม่ชัดเป๊
.
เพราะฝรั่งสามารถคาดเดาจากบริบทหรือเรื่องราวที่คุย ซึ่งทำให้เข้าใจคำนั้นๆได้ ถ้าให้เปรียบ ก็คงคล้ายกับเด็กเสิร์ฟชาวพม่า หรือชาวลาวที่พูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด แต่เราคนไทยก็พอฟังเข้าใจ
.
แบบฝึกการฟัง-พูดคำศัพท์อันนี้ แค่อยากให้พวกเราแค่เข้าใจว่าคำนั้นๆออกเสียงประมาณไหน ถ้าสุดท้ายแล้วออกเสียงเลียนแบบแล้ว แรกๆ app ยังไม่เข้าใจก็ช่างมัน เพราะเราฝึกเพื่อไปพูดกับคน ไม่ใช่ app
.
แต่ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆเราจะเริ่มออกเสียงคำถูกต้องขึ้นเรื่อยๆเอง
.
ถ้าใครอ่านตอนที่ 1 จนไล่มาถึงบรรทัดนี้ ขอให้เข้าใจตรงกันว่า Visualizing & Feeling สำคัญที่สุด เพื่อให้เราเห็นภาพของคำศัพท์นั้นๆ และเรียนรู้การใช้ app ใน Smartphone เพื่อให้เข้าใจการออกเสียงของคำนั้นๆ
.
บางคนถามว่า “เอ้อ! ถ้าจำเป็นภาพ แล้วเวลาจดศัพท์กันลืมล่ะ จะจดยังไงดี จดศัพท์ใส่ความหมายแบบตอนเรียนติวเพื่อไปสอบแอดมิชชั่นได้ไหม”
.
ไม่ได้ครับ! ห้ามเด็ดขาด บทความตอนหน้า จะเผยวิธีจดคำศัพท์ที่เทพที่สุดในโลก! ห้ามพลาดเด็ดขาด พูดเลย!

.

.

สนใจรับทริคฝึกพูดภาษาอังกฤษขั้นเทพ ฟรี! ตามแบบฉบับของมายด์อิงลิชได้ที่ Official Line ของเรา แอดได้ที่ @Mindenglish (ใส่ @ ด้วย) มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก ลุ้นเรียนฟรีทุกสัปดาห์!! (ใครอ่านในมือถือ คลิ๊กแอดเฟรนด์ได้ที่นี่เลย http://line.me/ti/p/@bca7662f ) หรือ Add โดยใช้ QR Code ด้านล่างได้เลยจ้าาาา ^^

qr code line@

 

seminar web